Showing posts with label Hardware. Show all posts
Showing posts with label Hardware. Show all posts

Wednesday, 20 April 2011

ตรวจสอบ disk ให้เร็ว

การตรวจ สอบ harddisk ก่อนเริ่มการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งจำเป็น และควรทำทุกครั้งก่อนเริ่มใช้งาน เราสามารถใช้คำสั่งตรวจสอบ disk ด้วย Scandisk โดยสามารถเรียกได้จากเมนู Start เลือก Programs เลือก Accessories และเลือก System Tools ภายในจะมีคำสั่ง Scandisk...

สำหรับหลายๆ คนที่มีการ แบ่ง harddisk เป็นหลาย ๆ drive เช่น C:,D: และ E: เพื่อแยกเก็บข้อมูล การใช้คำสั่ง Scandisk จะต้องเรียกให้ตรวจสอบทีละ drive และจะแสดงผลการตรวจสอบให้ทุกครั้ง ทำให้เสียเวลา บางครั้งอาจใช้เวลานานในการตรวจสอบแต่ละ drive... วันนี้ผมมีวิธีมาบอกว่าจะทำอย่างไรให้ scandisk ให้เร็วดั่งใจ
  1. เปิดโปรแกรม Scandisk จะได้ดังภาพประกอบ


2.คลิกปุ่ม Advanced จะได้ดังภาพ



  • ในช่อง diskplay summary ให้เลือก Only if errors found
  • จากนั้นคลิกปุ่ม OK
  • ในหน้า Scandisk ให้คลิกเลือก drive c:
  • จากนั้นกดปุ่ม Shift ที่ keyboard ค้าง และคลิกเลือก drive ที่ต้องการทำพร้อม ๆ กัน
  • คลิกปุ่ม start เพื่อเริ่มตรวจสอบ drive ที่เลือกทั้งหมดในคราวเดียวกัน

  • Thursday, 23 December 2010

    หลักการทำงานของหน่วยความจำแบบ DDR3

    สวัสดีค่ะ หนูหายไปนาน เพราะใกล้จะสิ้นปี งานก็เยอะ เรื่องเที่ยวก็เยอะ ได้เจอคนมากมาย ได้ประสบการณ์มากมาย วันนี้ หนูเอาเรื่องที่มีประโยชน์ มาฝาก ค่ะ DDR3 SDRAM คือมาตรฐานเมโมรียุคใหม่สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากมาตรฐาน DDR และ DDR2 เพื่อให้เมโมรีสามารถทำงานร่วมกับเมนบอร์ดและซีพียูได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้นและความเร็วที่เพิ่มขึ้น ไม่สะสมความร้อนและใช้พลังงานต่ำ ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการจากองค์กร JEDEC (Joint Electron Device Engineering Council) ผู้กำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีชิ้นส่วนอีเล็คทรอนนิคระดับโลก กล่าวคือ ในปี 2007 เทคโนโลยีหน่วยความจำ DDR2 ได้พัฒนาถึงขีดสุด และอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เลือก DDR3 เป็นเทคโนโลยีหน่วยความจำสำหรับยุคถัดไป เทคโนโลยีหน่วยความจำ DDR3 พัฒนามาจากเทคโนโลยีหน่วยความจำ DDR2 โดยเพิ่มสมรรถนะในการทำงานให้ดีขึ้น ในส่วนของคีย์ เพื่อรองรับโปรเซสเซอร์สี่แกน นอกจากนั้น Kingston ยังมีความเชื่อมโยงในระดับวิศวกรรม กับบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ อาทิเช่น Intel Corporation รวมทั้งผู้ผลิต DRAM, ชิปเซ็ต , เมนบอร์ด , และระบบชั้นนำระดับโลกอีกมากมาย พันธมิตรในอุตสาหกรรมนี้เปิดตัวหน่วยความจำ และแพลตฟอร์ม DDR3 ในเดือนมิถุนายน 2007 คาดว่าจะมีผู้ผลิตระบบรองรับหน่วยความจำ DDR3 เพิ่มเติม เนื่องจากเทคโนโลยีจะเริ่มลงในปี 2007 และ 2008 ความมุ่งมั่นของ Kingston ที่มีต่อกระบวนการ และการเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีของ JEDEC ช่วยให้ Kingston เป็นผู้นำรายแรกในตลาด ด้วยเทคโนโลยีหน่วยความจำใหม่ๆ อยู่เสมอ
    ดังนั้น Kingston และบริษัทในเครือ Advanced Validation Labs, Inc. (AVL) จึงเป็นผู้ให้บริการตรวจรับรองชิปหน่วยความจำ DDR3 และหน่วยความจำ ให้แก่อุตสาหกรรมนี้ และให้บริการทดสอบที่ผ่านการรับรองจาก Intel AVL เป็นห้องปฏิบัติการตรวจรับรองเทคโนโลยีหน่วยความจำชั้นนำ ในอุตสาหกรรมด้านนี้ โดยบริการทดสอบนี้ผ่านการรับรองจากผู้ผลิตระบบและผู้ผลิตชิปเซ็ตรายใหญ่ ประกอบด้วย Intel , SiS , VIA , NVIDIA , และ ATI

    Thursday, 25 November 2010

    ระบบไฟฟ้า ของ พาวเวอร์ซัพพลาย

    ประสิทธิภาพและความมี เสถียรภาพของการทำงาน เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่หลายๆ คนต้องคิดถึง เมื่อต้องการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์สักครั้งหนึ่ง และอุปกรณ์ส่วนหนึ่งที่มีการกล่าวถึงกันนั้น คือพาวเวอร์ซัพพลาย (Power Supply) ที่เปรียบเสมือนสายเลือดที่หล่อเลี้ยงร่างกายคนเรา
    พาวเวอร์ ซัพพลาย หรือเรียกว่า Swiching Power Supply เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญ อย่างมากต่ออุปกรณ์เกือบทุกตัวในระบบคอมพิวเตอร์ เพราะถ้าไม่มีแหล่งจ่ายพลังงานให้อุปกรณ์ต่างๆ ก็จะไม่สามารถทำงานได้ ที่สำคัญในหลักปฏิบัติพื้นฐานของช่างคอมพิวเตอร์, ช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นตรวจสอบที่ภาคจ่ายไฟ หรือพาวเวอร์ซัพพลายนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะไปตรวจเช็ตในส่วนอื่นๆ ต่อไป


    ประเภทของ Power Supply แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ
    1. AT เป็นพาวเวอร์ที่นิยมใช้กันในประมาณ 4-5 ปีก่อน (พ.ศ. 2539) โดยปุ่มเปิด - ปิด การทำงานเป็นการต่อตรงกับแหล่งจ่ายไฟ ทำให้เกิดปัญหากับอุปกรณ์บางตัว เช่น ฮาร์ดดิกส์ หรือซีพียู ที่ต้องอาศัยไฟในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดเครื่อง (วิธีดูง่ายๆ จัมีสวิตซ์ปิดเปิด จากพาวเวอร์ซัพพลายติดมาด้วย)
    2. ATX เป็นพาวเวอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน โดยมีการพัฒนาจาก AT โดยเปลี่ยนปุ่มปิด - เปิด ต่อตรงกับส่วนเมนบอร์ดก่อน เพื่อให้ยังคงมีกระแสไฟหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ก่อนที่จะปิดเครื่อง ทำให้ลดอัตราเสียของอุปกรณ์ลง โดยมีรุ่นต่างๆ ดังนี้
    • ATX 2.01 แบบ PS/2 ใช้กับคอมพิวเตอร์ทั่วๆไปที่ใช้ตัวถังแบบ ATX สามารถใช้ได้กับเมนบอร์ดแบบ ATX และ Micro ATX
    • ATX 2.03 แบบ PS/2 ใช้กับคอมพิวเตอร์แบบ Server หรือ Workstation ที่ใช้ตัวถังแบบ ATX (สังเกตว่าจะมีสายไฟเพิ่มอีกหนึ่งเส้น ที่เรียกว่า AUX connector)
    • ATX 2.01 แบบ PS/3 ใช้กับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตัวถังแบบ Micro ATX และเมนบอร์ดแบบ Micro ATX เท่านั้น

    การทำงานส่วนต่างๆ ของพาวเวอร์ซัพพลาย
    v1. ไฟกระแสสลับขาเข้า (AC Input) พลังงานไฟฟ้าในส่วนนี้ จะมาจากปลั๊กไฟ โดยที่รู้แล้วว่าไฟ ที่ใช้กันอยู่จะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับที่มีขนาดแรงดัน 220v ความถี่ 50 Hz เมื่อเสียบปลั๊กไฟกระแสไฟฟ้า ก็จะวิ่งตามตัวนำเข้ามายังเครื่องใช้ไฟฟ้า

    2. ฟิวส์ (Fuse) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ ในการป้องกันวงจรพาวเวอร์ซัพพลายทั้งหมดให้รอดพ้น อันตราย จากกระแสไฟแรงสูงที่เกิดขึ้นจากการถูกฟ้าผ่า หรือกระแสไฟฟ้าแรงสูงในรูปแบบต่างๆ โดยหากเกิดกระแสไฟฟ้าแรงสูงเกินกว่าที่ฟิวส์จะทนได้ ฟิวส์ตัวนี้ก็จะตัดในทันทีทันใด

    3. วงจรกรองแรงดัน วงจรกรองแรงดันนี้จะทำหน้าที่กรองแรงดันไฟไม่ว่าจะเป็นแบบกระแสสลับ หรือกระแสตรงก็ตาม ที่เข้ามาให้มีความบริสุทธิ์จริงๆ เพื่อป้องกันแรงดันไฟที่ผิดปกติเช่นไฟกระชาก ซึ่งจะเป็นผลให้วงจรต่างๆ ในพาวเวอร์ซัพพลายเกิดความเสียหายขึ้นได้

    4. ภาคเรคติไฟเออร์ (Rectifier) หลังจากที่ไฟกระแสสลับ 220v ได้วิ่งผ่านฟิวส์ และวงจรกรองแรงดันเรียบร้อยแล้วก็จะตรงมายังภาคเรคติไฟเออร์ โดยหน้าที่ของเจ้าเรคติไฟเออร์ ก็คือ การแปลงไฟกระแสสลับ ให้มาเป็นไฟกระแสตรง ซึ่งก็ประกอบไปด้วย
    • ตัวเก็บประจุ (Capacitor) จะทำหน้าที่ทำปรับให้แรงดันไฟกระแสตรงที่ออกมาจากบริดเรคติไฟเออร์ ให้เป็นไฟกระแสตรงที่เรียบจริงๆ
    • ไดโอดบริดจ์เรคติไฟเออร์ (Bridge Rectifier) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของตัว IC หรือแบบที่นำไดโอด 4 ตัวมาต่อกันให้เป็นวจรบริดจ์เรคติไฟเออร์

    5. วงจรสวิตชิ่ง (Switching) เป็นวงจรที่ใช้ในการทำงานร่วมกับวงจรควบคุม (Control Circuit) เพื่อตรวจสอบว่าควรจะจ่ายแรงดันทั้งหมดให้กับระบบหรือไม่ โดยถ้าวงจรควบคุมส่งสัญญาณมาให้กับวงจรสวิตซิ่งว่าให้ทำงาน ก็จะเริ่มจ่ายแรงดันไฟฟ้า ที่ได้จากภาคเรคติไฟเออร์ไปให้กับหม้อแปลงต่อไป

    6. หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) หม้อแปลงที่ใช้ในวงจรสวิตชิ่งซัพพลาย จะเป็นหม้อแปลงที่มีหน้าที่ในการแปลงไฟ ที่ได้จากภาคสวิตชิ่ง ซึ่งก็รับแรงดันไฟมาจากภาคเรติไฟเออร์อีกต่อหนึ่ง โดยแรงดันไฟฟ้ากระแสงตรงที่มีค่าแรงดันสูงขนาดประมาณ 300 v ดังนั้นหม้อแปลงตัวนี้ก็จะ ทำหน้าที่ในการแปลงแรงดันไฟกระแสตรงสูงนี้ให้มี ระดับแรงดันที่ลดต่ำลงมา เพื่อที่จะสามารถใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ ก่อนที่จะส่งไปให้วงจรควบคุมแรงดันต่อไป

    7. วงจรควบคุมแรงดัน (Voltage Control) เป็นวงจรที่จะกำหนดค่าของแรงดันไฟฟ้า กระแสตรงที่ได้รับมาจากหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อที่จะให้ได้ระดับแรงดันที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ต่างๆ โดยค่าของระดับแรงดันไฟฟ้านี้ก็จะมีขนาด 5v และ 12v สำหรับพาวเวอร์ซัพพลายที่ใช้กับเมนบอร์ดแบบ AT แต่ถ้าเป็นพาวเวอร์ซัพพลายที่ใช้กับเมนบอร์ดที่เป็นแบบ ATX ก็จะต้องมีวงจรควบคุมแรงดันให้ออกมามีขนาด 3.3v เพิ่มอีกหนึ่ง (ซึ่งซีพียูรุ่นเก่าที่ใช้แรงดันไฟขนาด 3.3 v นี้ก็สามารถที่จะดึงแรงดันไฟในส่วนนี้ไปเลี้ยงซีพียูได้เลย)

    8. วงจรควบคุม เป็นวงจรที่ใช้ในการควบคุมวงจรสวิตชิ่ง ว่าจะให้ทำการจ่ายแรงดันไปให้กับหม้อแปลงหรือไม่ และแน่นอนว่าในส่วนนี้จะทำงานร่วมกับวงจรลอจิกที่อยู่บนเมนบอร์ด เมื่อวงจรลอจิกส่งสัญญาณกลับมาให้แก่วงจรควบคุม วงจรควบคุมก็จะสั่งการให้วงจรสวิตชิ่งทำงาน

    วิธีการเลือกซื้อ

    1. เลือกดูกำลังวัตต์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของเครื่องแต่ละคน (ทั้งนี้ต้องแน่ใจว่ากำลังวัตต์ที่ปรากฏอยู่มีกำลังวัตต์จริง หากไม่มีเครื่องมือวัดให้ใช้หลักการง่ายๆ ในการตรวจสอบ คือตรวจสอบน้ำหนักของพาวเวอร์ซัพพลายนั้น เพราะถ้ามีน้ำหนักมากหมายถึงอุปกรณ์ภายใน เช่น หม้อแปลงแรงดันไฟฟ้ามีขนาดใหญ่ หรือตัวเหนี่ยวนำจะมีขนาดใหญ่)

    2. ดูสภาพจากกล่องภายนอกว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่บุบเบี้ยว

    3. สายไฟ ขนาดไม่เล็กจนเกินไป ปลั๊กไฟมีจำนวน 6-9 หัว (ขึ้นอยู่กับรุ่น) และอยู่ในสภาพสมบูรณ์)

    4. มาตรฐานรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานต่างๆ เช่น FCC/ CE/ UL/ TUV เป็นต้น

    Monday, 8 November 2010

    ความแตกต่างระหว่าง NTFS กับ FAT32

    สวัสดีค่ะ หนูหายไปอีกเเล้ว ได้หยุดเสาร์ อาทิตย์ เวลาว่างเยอะ เลยค่ะ ออกไปข้างนอกช่วยงานที่บ้าน ดูซีรี่ย์เกาหลี อีกเเล้ว ไม่ได้เเตะคอมพิวเตอร์เลย รู้สึก ว่าอยู่กับมันเกินไป เลยพักการเล่น คอมพิวเตอร์ไปค่ะ เมื่อคืนไม่ได้นอนอีกเเล้ว เช้านี้ จึงมีอาการ เพลีย ไม่ไหวเลย พักผ่อนน้อย ด้วยค่ะ วันนี้นำบทความ เกี่ยวกับ NTFS กับ FAT32 มาเล่าให้ฟังกันค่ะ NTFS (New Technology File System)
    - ออกแบบมาเพื่อใช้กับระบบ ปฏิบัติการ Windows NT โดยเฉพาะ
    - เป็น ระบบไฟล์ที่ออกแบบเพื่อให้มีศักยภาพ ในการประมวลผลข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ และนำมาใช้กับระบบปฏิบัติการ เครือข่ายที่ต้องมีการควบคุมระบบความปลอดภัย
    - สนับสนุนการตั้งชื่อไฟล์หรือ ไดเร็คทอรี่แบบยาว ได้ถึง 255 ตัวอักษร
    - NTFS มีข้อดีคือ
    1.มีความสามารถในการบีบอัดข้อมูล (File Compression)ให้ได้พื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น โดยไฟล์ที่เก็บข้อมูลเป็นตัวอักษรจะบีบอัดได้ประมาณ 50 % ถ้าเป็นไฟล์แบบ .exe จะประหยัดเนื้อที่ได้ประมาณ 40 %
    2.มีความสามารถในการกำหนดสิทธิ์ (Permission) การเข้าถึงข้อมูลให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ว่าให้ใครเข้าถึงข้อมูลไฟล์ไหนได้บ้าง แล้วสามารถอ่านได้อย่างเดียวหรือ แก้ไขได้ด้วย
    3.มีความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูลได้
    4.NTFS สามารถรองรับขนาดของไฟล์และพาร์ติชันได้ใหญ่กว่า แบบ FAT ในทางทฤษฎีสามารถรองรับขนาดของไฟล์และพาร์ติชันรวมกันได้ถึง 16 Exabyte (EB) แต่ในทางปฎิบัติ สามารถรองรับขนาดของไฟล์ได้ 4-64 GB ส่วนขนาดของพาร์ติชันรองรับได้ 2 TB
    5.มีความสามารถจัดการกับ Cluster ที่เกิดปัญหา ซึ่งจะใช้วิธีการที่เรียกว่า Bad- Cluster Mapping คือเมื่อระบบพบว่ามี Bad Sector บน Hard disk ก็จะจัดหา Cluster ใหม่แล้วย้ายข้อมูลจาก Cluster เก่ามาใส่ให้โดยอัตโนมัติ จากนั้นจึงกำหนด Cluster เก่าเป็น Bad Sector
    •ใน ระบบ FAT จะ ไม่สนับสนุนการบีบอัดข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูล และไม่มี Feature ในเรื่องของการ รักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้วยการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึง ข้อมูล ซึ่งต่างกับระบบ NTFS
    •ข้อเสียของ ของ NTFS ในยุคของ Windows NT คือไม่สามารถมองเห็นฮาร์ดดิสก์ที่เป็น File System แบบ FAT และในทางกลับกันระบบ FAT ก็จะมองฮาร์ดดิสก์ที่เป็น NTFS ไม่เห็นเช่นกัน
    •แต่เมื่อมีระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และ Windows XP ทำให้ฮาร์ดดิสก์ที่มีระบบไฟล์แบบ NTFS สามารถมองฮาร์ดดิสก์ที่มีระบบไฟล์แบบ FAT ได้ เพราะ ระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และ Windows XP มีความสามารถในการสนับสนุน File System ทั้งแบบ FAT และ NTFS ทำให้ระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และ Windows XP สามารถที่จะมองฮาร์ดดิสก์ทั้งแบบ NTFS และ FAT

    ถ้า Shutdown ไม่ถูกวิธี (FAT32) จะต้องมา check disk กันทุกครั้ง
    แต่ถ้าเป็น NTFS มันจะไม่ค่อย check disk ยกเว้นกรณีที่ Map และ Index ของ NTFS เกิดเสียหายถึงจะ check disk

    File Fat32 ที่ Boot Dos เห็น Ntfs ได้ ชื่อไฟล์ NtfsDosPro

    ถ้า file ใหญ่กว่า 2G NTFS ดีกว่าจะได้ไม่ต้องตัดแบ่งเป็นหลาย file เหมือนใน fat32

    ข้อเสียของ FAT 32
    1. ไม่สับสนุนการทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการอื่น รวมถึงวินโดวส์ 95 เวอร์ชันเดิม และวินโดวส์เอ็นที 4.0
    2. ในการใช้โปรแกรม Utility ที่จัดการกับดิสก์ ผู้ใช้ต้องตรวจสอบโปรแกรมนั้นว่าสนับสนุนระบบ FAT32 หรือไม่ ถ้าไม่สนับสนุน หรือไม่ได้ตรวจสอบแล้วผู้ใช้ใช้โปรแกรมนั้นกับฮาร์ดดิสก์ที่ เป็น FAT32 จะทำให้เกิดความเสียหายกับข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ โดยไม่สามารถกู้ข้อมูลกลับคืนมา สำหรับโปรแกรมวินโดวส์ 95 OSR2 นั้นจะมีซอฟต์แวร์ Fdisk, Format, Scandisk และ Defrag ที่สนับสนุน FAT32 แต่มีซอฟต์แวร์ 1 ตัวในวินโดวส์เวอร์ชันนี้ที่ไม่สนับสนุน FAT32 คือ DriveSpace3 ดังนั้นจึงห้ามใช้ซอฟต์แวร์นี้กับฮาร์ดดิสก์ที่เป็น FAT32 เป็นอันขาด


    1. ถ้าใช้ "Windows Me" ต้องใช้ FAT32 เพราะว่ามันจะมองไม่เห็น NTFS
    2. แต่ถ้าใช้ "Windows XP" หรือ "Windows 2000" มีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้ ได้ทั้ง NTFS หรือ FAT32
    3. ดูจุดประสงค์ในการใช้งานด้วย หากใช้HDD โดยไม่มีโอกาสที่จะนำ HDD ไปต่อพ่วงกับเครื่องอื่นเพื่อถ่ายข้อมูล โดยที่เครื่องอื่นใช้ Windows Me อยู่ก็ใช้ NTFS ก็ได้ โดยข้อดีของ NTFS ทางเทคนิคเหนือกว่า FAT32 แต่ในทางกลับกัน ยังมีความจำเป็นในอนาคตที่จะต้องนำHDD ตัวนี้ไปถ่ายข้อมูล

    FAT16 คือระบบที่ใช้ในสมัยคอมเรานั้นยังเป็นไฟล์ระบบ 16-bit ใช้ตั้งแต่ Win95,NT4.0ลงมา FAT32 32-bit ตั้งแต่ Win98ขึ้นไป


    ส่วน Cluster จะแบ่งตามขนาดของพาร์ติชั่น เช่น น้อยกว่า 260 Megabyte Cluster 512 byte ,260-511 Megabyte Cluster 4 kilobyte ,512-1023 Megabyte Cluster 4 kilobyte ที่กล่าวมาเป็นของFAT32 ส่วน NTFS ไม่รู้มันกำหนดยังไง แต่ว่า Defualt มันที่ 4KB ไม่เชื่อลองไป My com.. คลิกขวาที่ไดร์เลือก Format ดูที่ Allocation unit size จะตั้งให้เห็นว่า 4,096 Bite = 4Kb นั่นเอง (เวลา Format window... มันก็ตั้ง ที่4Kb) Cluster มากน้อยดียังไงอันนี้ผมไม่รู้ ที่บอกว่า Fat32 มันก็อบข้อมูลไม่ได้อาจเป็นเพราะว่ามันมีขนาดไฟล์ที่ใหญ่ หรือว่า ชื่อไฟล์หรือ ไดเร็คทอรี่ มันยาวเกินไป ประมาณนั้น

    ข้อดีNTFS
    จาก ข้อดีNTFS ข้อ2 ที่กล่าวมา ลองสังเกตุว่า ถ้า user account มันมีการเข้ารหัส ถ้ามีผู้ใดขโมย Hard disk ไปใส่เครื่องอื่น เวลาที่อ่านแฟ้มข้อมูลที่มีการเข้ารหัส มันจะไม่สามารถเข้าได้

    NTFS มี Indexing service เป็นระบบที่ช่วยเข้าถึงข้อมูลรวดเร็วขึ้น XP ตั้งเป็น Defualt อยู่แล้วแต่สามารถยกเลิกได้ ส่วน Vista มันเหมือนบังคับ เพราะว่า Vista นำ ระบบนี้มาเป็นปัจจัยหลักในระบบปฎิบัติการ Vista ถ้าลองยกเลิกดูแล้วลอง รีเครื่องที่ เดียวดับเครื่องจะไม่สามารถบูทเข้า Vista ได้
    -NTFS เร็วกว่า FAT32

    Wednesday, 20 October 2010

    การ Scan Disk ตรวจสอบ Harddisk สำหรับ Windows XP

    สวัสดีค่ะ หายหน้าไปหลายวันอีกเเล้ว ช่วงนี้งานเยอะจัง มีผู้หวังดี ให้ไปหางานใหม่จะดีกว่า เเต่ก็ยังดีใจที่เมื่อวาน ทำ คู่มือ การใช้งานโปรแกรม CD/DVD Label ไปให้ลุกค้า ซึ่งลุกค้าตอบกลับมาได้อย่างภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
    "" Thank you very much, I very impression with you services. " หนูดีใจค่ะ เเต่ หนูก็รู้ว่าต้องพยายามมากกว่านี้ มาก เอาล่ะค่ะ วันนี้นำวิธีการ scan disk มาฝากกันนะค่ะ 1. ดับเบิ้ลคลิกที่ My Computer คลิกขวาไดร์ฟที่ต้องการทำ Scan Disk เลือก Properties

    2. คลิกที่แท็บ Tools จากนั้นคลิกที่ Check Now

    3. คลิกเครื่องหมายถูกที่ Scan for and attempt recovery of bad sectors แล้วคลิก Start


    4. รอสักครู่เครื่องจะทำการ Scan Disk


    5. เมื่อเครื่องทำการ Scan Disk เสร็จก็จะรายงานได้ทราบ ให้คลิก OK



    ** Tips อีกหน่อยนะค่ะ

    ขณะที่ทำการ Scan Disk ไม่ควรเปิดโปรแกรมใด ๆ
    Automatically fix errors เป็นการกำหนดให้ทำการแก้ไขปัญหาที่พบโดยอัตโนมัติ เมื่อพบข้อผิดพลาดขึ้น

    ไม่ยากเลยนะค่ะ ยังไง ก็ ลองทำกันดูนะค่ะ

    Wednesday, 8 September 2010

    อาการ Hard diskใกล้เสีย

    ประเด็นที่จะเตือนผู้ใช้ก็คือ อย่ามั่นใจเทคโนโลยีมากเกินไป ควรสังเกตบ้าง เหตุสำหรับ Hard disk ที่ใกล้เสีย ซึ่งมีอยู่ 10 ข้อ

    1. เสียงดังติ๊กๆ อย่านึกว่าเป็นเข็มนาฬิกา : เสียงดังที่ว่านี้ ถ้าจะให้พิจารณากันอย่างละเอียด ต้องเอาหูแนบกับฮาร์ดดิสก์ว่าเสียงมาจาก ส่วนใด เพราะการวิเคราะห์หาสาเหตุจะทำได้ตรงจุดจริง ๆ ถ้าเสียงมาจากตรงกลางให้สันนิษฐานว่ามาจากชุดขับเคลื่อน มอเตอร์ที่อาจเกิด ความผิดพลาดหรือชำรุดขึ้น แต่ถ้าเสียงดังมาจากรอบ ๆ นอกในบริเวณ Hard disk ให้สันนิษฐานว่าปัญหามาจากหัวอ่านติดขัด ซึ่งอาจจะกำลังเคาะกับแผ่นจานอยู่ก็เป็นได้ ตรงนี้อันตรายมากเพราะทำให้ข้อมูลเสียหายได้ทั้งลูกเลย

    2. ไฟดับบ่อยๆ ไม่ดีกับฮาร์ดดิสก์ : เครื่อง Computer ที่ไม่มี UPS มีโอกาสเสี่ยงที่อุปกรณ์ภายในจะเสียหายเร็วขึ้นถ้าหากมีไฟดับบ่อย ๆ โดยเฉพาะ Hard disk นั้น เวลาที่ไฟฟ้าดับ อย่างรวดเร็วหัวอ่านข้างในอาจจะยังไม่กลับสู่บริเวณที่ ปลอดภัย หรือบางทีหัวอ่าน อาจจะไปกระแทกกับแผ่นจานในช่วงที่ไฟฟ้ากระชากขึ้นมาทันที ซึ่งไม่เป็นผลดีแน่ นอกจากนี้หากไฟตกบ่อย ๆ แล้วดับลงก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน เพราะ Hard disk จะพยายามทำงานตามหน้าที่หากมีกำลังไฟเพียงพอ แต่ถ้าในระหว่างนั้นไฟค่อยๆ ตกลงและดับไป ตำแหน่งของหัวอ่านจะยังไม่กลับที่เดิมแน่ ดังนั้น ควรติดตั้ง UPS ไว้จะปลอดภัยทั้ง Hard disk เองและอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยเช่นกัน

    3. เครื่องแฮงก์บ่อยๆ : ปัญหาเครื่อง Computer ค้างนั้น มีหลายสาเหตุ นอกจาก Software และระบบปฏิบัติการ Error แล้ว อุปกรณ์ Hardware ก็สามารถทำให้เครื่องค้างหรือหยุดนิ่งไม่ไหวติงได้เช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ Hard disk นั่นเอง ทำไม Hard disk ถึงค้างได้ อย่างแรกเลยก็คือ กำลังไฟที่จ่ายไม่เพียงพอ ถ้าเครื่อง มีอุปกรณ์ต่อพ่วงมาก มี Hard disk และ drive optic หลายตัว แต่ Power supplyใช้ของราคาถูก จ่ายไฟไม่พอ แบบนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ Hard disk ค้างได้เลย และอย่างที่สองมาจากอุปกรณ์ภาย Hard disk ในทำงานผิดพลาด ซึ่งตรงจุดนี้ตัวระบบปฏิบัติ การเองสามารถส่งผลต่อเนื่องมายัง Hard disk ได้ โดยตรง เพราะยังไงเสียระบบปฏิบัติการก็เก็บอยู่ใน Hard disk นั่นเอง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับส่วนหนึ่ง ย่อมส่งผลไปยังส่วนที่เหลือได้ไม่ยาก

    4. ทำไมมันร้อนเร็วจัง : หลังจากที่คุณเปิดสวิตช์เครื่อง Computer ได้ไม่นาน และพบว่า Hard disk ของมีอุณหภูมิขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ แต่ยังคงทำงานต่อไปได้ ให้ตั้งข้อสันนิษฐานถึงความผิดปกติที่พบขึ้นมาทันที เพราะ Hard disk จะร้อนขึ้นเมื่อมีการเริ่มเขียน-อ่าน ข้อมูลอย่างจริงๆ จังๆ แค่เปิดเครื่องแล้วอยู่ๆ ก็ร้อนขึ้นขนาดนี้ไม่ดีแน่ครับ อาการที่ว่านี้มาจากอุปกรณ์ภายในโดยตรงที่ส่งความร้อนออกมา มอเตอร์อาจได้รับแรงดันไฟมากเกินไปหรือไม่เสถียรพอจนทำงานผิดพลาด นอกจากนี้หากมีชิ้นส่วน ในแผงวงจรเกิดชำรุดเสียหายขึ้นมาก็สามารถแสดงอาการ แบบนี้ได้เช่นกัน

    5. โปรแกรมค้างบ่อยๆ : สำหรับโปรแกรมที่กำลังพูดถึงนี้ รวมไปถึงระบบปฏิบัติการด้วย เวลาที่เปิดโปรแกรมสักตัวขึ้นมาแล้วมันหยุดนิ่งหรือค้างไปเฉยๆ นั้น หนึ่งในข้อสันนิษฐานก็คือ ปัญหาที่ว่าอาจมาจาก Hard disk โดยตรง ถ้า Hard disk ของมี Bad Sector กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้ง Hard disk ว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โปรแกรมหรือแม้แต่ระบบปฏิบัติ การค้างได้ เป็นสัญญาณเตือนภัยที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด

    6. ไฟติด แต่ไฟล์ดับ! : ถ้าต่อสายสัญญาณไฟแสดงสถานะของ Hard disk ใน Main board ถูกต้อง หลอด LED ด้านหน้าเคส ต้องแสดงอาการให้เห็นเวลาที่มีการเขียนอ่านข้อมูลเกิดขึ้น หลอดไฟดวงเล็ก ๆ นี้ช่วยให้สังเกตความผิดปกติของ Hard disk ได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง ถ้าในระหว่างที่มีการเขียนข้อมูลหรือไฟล์ลง Hard disk หลอดไฟย่อมกะพริบอยู่ตลอด แต่หลังจากกลับเข้าไปดูข้อมูลที่เขียนหรือ โอนถ่ายลงไปกลับพบว่าทุกอย่าง ว่างเปล่า ไม่มีอะไรถูกเขียนลงไปใน Hard disk เลย แล้วทำไมหลอดไฟถึงได้กะพริบแบบนั้น ตรงนี้บอกอะไรเราได้บ้าง อย่างแรกเลยคือ เกิดความผิดพลาดในระดับโครงสร้างการจัดเก็บไฟล์ ปัญหาที่ว่านี้อาจมาจากระบบ FAT หรือแม้แต่โครงสร้างพาร์ทิชันเสียหาย ไฟที่กะพริบแสดง ถึงการโอนข้อมูลไปยังตำแหน่งของ sector ที่ใช้เก็บข้อมูล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเขียนลงไปได้สำเร็จจริงๆ ยิ่งถ้าปิดหน้าจอไว้ในระหว่างที่มีการโอนไฟล์ใหญ่ๆ หลอดไฟที่กะพริบอาจทำให้เข้าใจว่าระบบกำลังทำงานอยู่ ตรงนี้ถ้าไม่เปิดดูหน้าจอจะไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

    7. Hard disk ตีกลอง : สำหรับอาการที่ว่านี้มีความแตกต่างจากข้อที่ 1 โดยสิ้นเชิง ถ้าได้ยิ้นเสียงรัวกลองดังกึกก้องมาจาก Hard disk และไม่ยอมหยุดซักที อาการแบบนี้ใกล้พังเเล้ว เสียงดังที่คล้ายกับ การตีกลองนั้นมาจากหัวอ่านไปกระทบกับจานอย่างจัง หรือแม้แต่หัวอ่านเลื่อนหลุดออกจากตำแหน่งล็อก จนไปกระทบกับแผ่นจาน ถ้าเป็นแบบนี้ข้อมูลทั้งหมดใน Hard disk อาจได้รับความเสียหายจนถึงขั้นกู้ ไม่ได้เลย ดังนั้น ถ้าเสียงกลองเพิ่งเริ่มรัวให้ รีบไปซ่อมด่วนเลยนะ

    8. Scan diskไม่ผ่าน : การตรวจ Hard disk ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองก็คือ scan มันให้ทั่วทั้งจาน ไม่ว่าจะใช้บริการจาก Utility บน Windows เอง หรือโปรแกรมจากเธิร์ดพาร์ตี้ก็ตาม หากสแกนไม่ตลอดรอดฝั่งแล้วละก็ ให้ตั้งข้อสันนิษฐานได้เลยว่า Hard disk กำลังมีปัญหาเกิดขึ้น สาเหตุก็มีทั้งโครงสร้าง FAT เสียหาย รวมถึงตาราง Partition ที่อาจเสียหายด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ หาก Hard disk มี Bad sector ตรงจุดสำคัญๆ ก็จะส่งผลให้การสแกนฮาร์ดดิสก์ตรงตำแหน่งพื้นที่นั้นๆ ไม่ผ่านด้วยเช่นกัน หรือแม้แต่ค้างนิ่งไปเลยก็มีให้เห็นด้วย

    9. สั่ง De frag แต่ไม่ผ่าน : De frag หรือการจัดเรียงข้อมูลหรือไฟล์ที่ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งกระจัดกระจาย อยู่ทั่ว Hard disk ให้กลับมาเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเดิม เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วให้ก็จริง แต่ถ้าการ De frag ไม่ผ่านหรือไม่ยอมจบสิ้นซักที นอกจาก Hard disk นั่นเอง ถ้าพบอาการที่ว่านี้ในระหว่างการ De frag Hard disk นั้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ถึง Hard disk เริ่มไม่ดีแล้ว ปัญหามีอยู่สองอย่าง อย่างแรกมาจากตัวอุปกรณ์เองที่อาจชำรุดเสียหาย และอย่างที่สองมาจาก โครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลเกิดความเสียหายใน ระดับ Software ตรงนี้ไม่สามารถใช้ การ De frag มาช่วยได้นอกจากต้องสร้าง Partition และ format โครงสร้าง FAT ขึ้นมาใหม่

    10. สร้าง Partition ไม่ได้ : สัญญาณอันตรายในข้อสุดท้ายนี้ค่อนข้างรุนแรง Hard disk พัง หรือมันเพิ่งหล่น ปัญหาอาจจะมาจากแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์เสียหาย ซึ่งหากคุณหาอะไหล่ที่เป็นรุ่นเดียวกันมาถอดเปลี่ยนเข้าไปใหม่ ก็สามารถใช้งาน Hard disk ได้แล้ว

    Wednesday, 25 August 2010

    วิธีเข้า BIOS ของเครื่องคอมพิวเตอร์เเต่ละรุ่น

    วันนี้ user ที่ทำงานเครื่อง Notebook มีปัญหา ต้องเข้าไปเเก้ไขใน Bios ปรากฎว่า ไม่สามารถเข้าได้เพราะไม่รู้ Hot Key ก็ต้องนั่งไล่กดกันยาวเลย เสียเวลาในการทำงานมากมาย เลยไปนั่งหาข้อมูล วิธีการเข้า Bios ของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละรุ่น ก็เลย เอามาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งไล่กด ที่ละตัว

    - ALR Advanced Logic Research, Inc. ® PC / PCI ให้กด F2
    - ALR PC non / PCI ให้กด CTRL+ALT+ESC
    - AMD® (Advanced Micro Devices, Inc.) BIOS ให้กด F1
    - AMI(American Megatrends, Inc.) BIOS ให้กด DEL
    - Award™ BIOS ให้กด CTRL+ALT+ESC
    - Award BIOS ให้กด DEL
    - DTK® (Datatech Enterprises Co.) BIOS ให้กด ESC
    - Phoenix™ BIOS ให้กด CTRL+ALT+ESC
    - Phoenix BIOS ให้กด CTRL+ALT+S
    - Phoenix BIOS ให้กด CTRL+ALT+INS
    - Acer® ให้กด F1, F2, CTRL+ALT+ESC
    - AST® ให้กด CTRL+ALT+ESC, CTRL+ALT+DEL
    - Compaq® 8700 ให้กด F10
    - CompUSA® ให้กด DEL
    - Dell® 400 ให้กด F3
    - Dell 400 ให้กด F1
    - Dell Dimension® ให้กด F2 or DEL
    - Dell Inspiron® ให้กด F2
    - Dell Latitude ให้กด Fn+F1 (while booted)
    - Dell Latitude ให้กด F2 (on boot)
    - Dell Optiplex ให้กด DEL
    - Dell Optiplex ให้กด F2
    - Dell Precision™ ให้กด F2
    - eMachine™ ให้กด DEL
    - Gateway® 2000 1440 ให้กด F1
    - Gateway 2000 Solo™ ให้กด F2
    - HP® (Hewlett-Packard) ให้กด F1, F2
    - IBM® ให้กด F1
    - IBM E-pro Laptop ให้กด F2
    - IBM PS/2® ให้กด CTRL+ALT+INS after CTRL+ALT+DEL
    - IBM Thinkpad® (newer) ให้ไปที่ Windows: Programs-Thinkpad CFG.
    - Intel® Tangent ให้กด DEL
    - Micron™ ให้กด F1, F2, or DEL
    - Packard Bell® ให้กด F1, F2, Del
    - Sony® VIAO ให้กด F2
    - Sony VIAO ให้กด F3
    - Toshiba® 335 CDS ให้กด ESC
    - Toshiba Tecra ให้กด F1 or ESC
    - Toshiba Satellite 205 CDS ให้กด F1
    - Toshiba Protege ให้กด ESC
    - Tiger ให้กด DEL

    การเข้า Bios คือเครื่องรุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่เข้าง่ายขึ้น โดยกดปุ่ม Delete ตอนเปิดเครื่อง ก็เข้า Bios ได้แล้ว โดยสังเกตจาก ตอนเปิดเครื่องครับ จะมีบอกไว้ว่าเข้า Bios จะต้องกดปุ่มอะไร ถ้าอนาคตมีการเข้า Bios แบบอื่นๆอีก จะนำมาฝากอีกนะค่ะ