Showing posts with label network. Show all posts
Showing posts with label network. Show all posts

Tuesday, 19 April 2011

การติดตั้ง DHCP Server บน Windows Server 2003

สวัสดีค่ะ ช่วงนี้อากาศร้อนค่ะ เเต่วันนี้ พายุฤดูร้อนกำลังเข้าค่ะ ฝนตกหนัก เกือบทุกพื้นที่ วันนี้มีบทความดีดีมากกันค่ะ เหมาะสำหรับ admin ค่ะ การกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสให้กับเครื่อง ไคลเอนต์บนระบบเครือข่ายนั้น เป็นหน้าที่หนึ่งของแอดมิน ในกรณีที่เครื่องไคลเอนต์มีจำนวนไม่มาก ตั้งอยู่ในห้องเดียวกันหรือในบริเวณใกล้ๆ กัน การกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสแบบแมนนวลนั้น ก็สามารถทำได้โดยไม่มีความซัลซ้อน อะไร แต่ถ้าเครื่องไคลเอนต์มีจำนวนมาก และตั้งอยู่หลายที่หรือห่างไกลกัน การกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสแบบแมนนวลนั้น คงเป็นเรื่องยาก การแก้ปัญหาเรื่องการกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรส แบบอัตโนมัติโดยใช้บริการแจก จ่ายหมายเลขไอพีให้เครื่องไคลเอนต์ด้วย DHCP Server ซึ่งเป็นฟีเจอร์หนึ่งที่มีใน Windows Server 2003

การติดตั้ง DHCP Server
บริการ DHCP Server นั้น ก็เหมือนกับบริการอื่นๆ ของ Windows Server2003 คือจะไม่ถูกติดตั้งโดยดีฟอลท์ โดยวิธีการติดตั้ง DHCP Server นั้น ให้ไปที่ Manage Your Server แล้วคลิกที่ Add or remove role จะได้หน้าต่าง Configure Your Wizard ซึ่งจะช่วยในการ Add or remove a role


ขั้นตอนการติดตั้ง DHCP Server
การติดตั้ง DHCP Server มีขั้นตอนดังนี้
1. ในหน้าต่าง Manage Your Server ให้คลิกที่ Add or remove a role
2. ในหน้าต่าง Preliminary Steps ให้คลิกปุ่ม Next
3. ในหน้าต่าง Server Role ให้คลิกเลือก DHCP Server แล้วคลิกปุ่ม Next
4. ในหน้าต่าง Summary of Selections ให้คลิกปุ่ม Next
5. ในหน้าต่าง Configuring Components ให้รอจนระบบทำงานเสร็จเรียบร้อย แล้วให้คลิก Next
7. ในหน้าต่าง Applying Selections ระบบจะทำการเพิ่ม Role ให้กับ Server ให้รอจนกว่าระบบงานเสร็จเรียบร้อย แล้วให้คลิก Next
7. ในหน้าต่าง Welcome to the New Scope Wizard คลิก Cancel ออกจากการสร้าง Scope แล้วให้เลือก Finish

การจัดการ DHCP Server
การจัดการ DHCP Server จะใช้สแนป-อิน DHCP Server โดยให้ไปที่ Manage Your Server แล้วคลิกที่ Manage this DHCP Server ซึ่งจากหน้าต่าง DHCP Server แอดมินสามารถทำจัดการด้านต่างๆ เช่น สร้างสโคปใหม่ (New Scope) แก้ไขอ็อปชันของสโคป เป็นต้น

การสร้างสโคปใหม่
สโคป (Scope) หมายถึง ช่วงของหมายเลขไอพีแอดเดรส (IP Address) สําหรับแจกจ่ายให้กับไคลเอนต์ที่อยู่ในระบบเครือข่าย โดยนอกเหนือจากหมายเลข IP Address แล้ว เรายังสามารถกําหนดค่าอ็อปชันต่างๆ ของสโคป เพื่อนำไปกำหนดให้กับเครื่องไคลเอนต์ได้ด้วย โดยอ็อปชันของสโคปนั้นจะเป็นค่าพารามิเตอร์เสริมต่าง ๆ เช่น หมายเลขไอพีแอดเดรสของดีฟอลต์เกตเวย์, หมายเลขไอพีแอดเดรสของ DNS Server เป็นต้น

การสร้างสโคปใหม่
ขั้นตอนการสร้าง DHCP Scope
1. คลิกขวาที่ชื่อ DHCP Server แล้วเลือก New Scope
2. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Scope Name ให้ตั้งชื่อของสโคปในช่อง Name ควรตั้งชื่อให้ให้สื่อความหมายเพื่อให้ง่ายต่อการจำในส่วนของช่อง Description จะเป็นคําอธิบายจะใส่หรือไม่ก็ได้ เสร็จแล้วคลิก Next
3. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ IP Address Range ให้กําหนดช่วงของหมายเลขไอพีแอดเดรส โดยระบุแอดแดรสเริ่มต้นในช่อง Start IP address และระบุแอดแดรสสุดท้ายในช่อง End address ในช่อง Length นั้นเป็นจํานวนบิตของ Subnet Address ในที่นี้เท่ากับ 24 (255.255.255.0) ซึ่งเป็นค่าดีฟอลท์ Subnet mask โดยสามารถปรับแต่งจํานวนบิตของค่าของ Subnet mask ได้ตามการออกแบบเครือข่าย เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Add Exclusions ให้ใส่ช่วงหมายเลขไอพีแอดเดรสที่ไม่ต้องการให้อยู่ในสโคปคลิก Add เสร็จแล้วคลิก Next
5. ในไดอะล็อกบ็อกซ Lease Duration ให้กําหนดระยะเวลาที่เครื่องไคลเอนต์สามารถใช้งานหมายเลขไอพีแอดเดรสจากสโค ปนี้ได้ โดยปกติค่าดีฟอลต์ของ Lease Duration จะเป็น 8 วัน ซึ่งสามารถแก้ไขได้ตามต้องการ เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next
6. ระบบจะถามว่าต้องการเซต Scope Option เลยหรือไม่ ให้เลือก Yes แล้วคลิกปุ่ม Next
7. ให้ใส่ค่าหมายเลขไอพีแอดเดรสของดีฟอลต์เกตเวย์, หมายเลขไอพีแอดเดรสของ DNS Server เมื่อมีไดอะล็อกบ็อกซ์ถามตามลําดับ
8. ระบบจะถามว่าต้องการแอคติเวต (Activate) สโคปนี้เลยหรือไมการแอคติเวตคือการเปิดการใช้งาน Scope เพื่อให้ เครื่องไคลเอนต์สามารถขอหมายเลขไอพีแอดเดรสที่อยูในสโคปดังกล่าวได้ ให้เลือก Yes แล้วคลิก Next เพื่อทำการแอคติเวต
9. เมื่อทำการแอคติเวต (Activate) สโคปแล้ว จะต้องทำการ Authorize DHCP server ก่อนเพื่อให้อำนาจในการจ่ายหมายเลขไอพีแอดเดรสให้กับเครื่องไคลเอนต์ โดยให้คลิกขวาที่ DHCP server แล้วเลือกเมนู Authorize ซึ่งจะทำการเพิ่มชื่อ DHCP server เข้าใน Authorized list ของฐานข้อมูล Active Directory

การทดสอบการทำงานของ DHCP Server
การทดสอบว่าบริการ DHCP server ที่ติดตั้ง สามารถใช้งานได้หรือไม่นั้น ต้องทดสอบจากเครื่องไคลเอนต์คอมพิวเตอร์ที่อยู่บนเครือข่าย โดยในที่นี้จะยกตัวอย่างเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP


การคอนฟิก Windows XP ให้รับค่าหมายเลขไอพีแอดเดรสจาก DHCP Server
1. คลิกขวาที่ My Network Places แล้วเลือก Properties
2. ในหน้าต่าง Network Connection ให้คลิกขวาที่ Local Area Connection แล้วเลือก Properties
3. ในหน้าต่าง Area Connection Properties ให้เลือกที่ Internet Protocol (TCP/IP) แล้วคลิก Properties
4. ในหน้าต่าง Internet Protocol (TCP/IP) Properties โดย default จะตั้งค่าเป็น Obtain an IP address Automatically และ Obtain DNS server address Automatically
5. คลิก OK เพื่อปิดหน้าต่าง Internet Protocol (TCP/IP) Properties
6. คลิก OK เพื่อปิดหน้าต่าง Area Connection Properties และจบการตั้งค่า IP Address

การตรวจสอบการรับค่าหมายเลขไอพีแอดเดรสของเครื่องไคลเอนต์
การตรวจสอบว่าเครื่องไคลเอนต์การรับค่าหมายเลขไอพีแอดเดรสได้หรือไม่นั้น สามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง ipconfig ซึ่งเป็นคำสั่งที่รันจากคอมมานด์พร็อมพ์โดยการเรียกใช้งานนั้นทำได้ ตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิก Start คลิก run พิมพ์ cmd ในช่อง Open แล้วกด enter
2. ในหน้าต่างคอมมานด์พร็อมพ์ให้พิมพ์ ipconfig /? แล้วกด enter เพื่อดูคำสั่งต่างๆ ที่สามารถใช้ได้
ตัวอย่าง: การใช้คำสั่ง ipconfig ตรวจสอบการรับค่าหมายเลขไอพีแอดเดรส

- ดูค่า IP Address ของเครื่อง ให้รันคำสั่ง ipconfig ที่คอมมานด์พร็อมพ์
C:\>ipconfig
Windows IP Configuration
Connection-specific DNS Suffix . :
IP Address. . . . . . . . . . . . : 192.168.10.56
Subnet Mask . . . . . . . . . . . : 255.255.255.0
Default Gateway . . . . . . . . . : 192.168.10.1
C:\>

- ดูค่า IP Address ของเครื่องอย่างละเอียด ให้รันคำสั่ง ipconfig /all ที่คอมมานด์พร็อมพ์
C:\>ipconfig /all
Windows IP Configuration
Host Name . . . . . . . . . . . . : WinXP
Primary Dns Suffix . . . . . . . :
Node Type . . . . . . . . . . . . : Unknown
IP Routing Enabled. . . . . . . . : No
WINS Proxy Enabled. . . . . . . . : No

Connection-specific DNS Suffix . :
Description . . . . . . . . . . . : WAN (PPP/SLIP) Interface
Physical Address. . . . . . . . . : 00-53-45-00-00-00
Dhcp Enabled. . . . . . . . . . . : No
IP Address. . . . . . . . . . . . : 192.168.10.56
Subnet Mask . . . . . . . . . . . : 255.255.255.0
Default Gateway . . . . . . . . . : 192.168.10.1
DNS Servers . . . . . . . . . . . : 203.xxx.x.x
Primary WINS Server . . . . . . . : 203.xxx.x.x
NetBIOS over Tcpip. . . . . . . . : Disabled
C:\>

- ยกเลิกค่า IP Address ที่ได้จาก DHCP ให้รันคำสั่ง ipconfig /release ที่คอมมานด์พร็อมพ์
C:\>ipconfig /release
Windows IP Configuration
The operation failed as no adapter is in the state permissible for
this operation.
C:\>

- ขอรับค่า IP Address ที่ได้จาก DHCP ใหม่ ให้รันคำสั่ง ipconfig /renew ที่คอมมานด์พร็อมพ์

การทดสอบการทำงาน
ทดสอบโดยการใช้คำสั่ง ping ไปยังหมายเลขไอพีแอดเดรสของดีฟอลท์เกตเวย์ หรือของเครื่องใกล้เคียง หากได้รับข้อความตามลักษณะของตัวอย่างที่ 1 (Reply from x.x.x.x: bytes=32 time=xxms TTL=255) แสดงว่าการรับค่าหมายเลขไอพีแอดเดรสจาก DHCP เซิร์ฟเวอร์ น่าจะถูกต้อง หากได้รับข้อความตามลักษณะของตัวอย่างที่ 2 (Request timed out.) อาจเป็นไปได้ว่าการตั้งค่าไม่ถูกต้อง แต่หากได้รับข้อความตามลักษณะของตัวอย่างที่ 3 (Destination host unreachable) แสดงว่าเครื่องไคลเอนต์ยังไม่ได้รับค่าหมายเลขไอพีแอดเดรสจาก DHCP เซิร์ฟเวอร์

ตัวอย่างที่ 1:
C:\>ping 192.168.2.35
Pinging 10.1.1.1 with 32 bytes of data:

Reply from 192.168.2.35: bytes=32 time=173ms TTL=255
Reply from 192.168.2.35: bytes=32 time=281ms TTL=255
Reply from 192.168.2.35: bytes=32 time=343ms TTL=255
Reply from 192.168.2.35: bytes=32 time=265ms TTL=255

Ping statistics for 192.168.2.35:
Packets: Sent = 4, Received = 4, Lost = 0 (0% loss),
Approximate round trip times in milli-seconds:
Minimum = 173ms, Maximum = 343ms, Average = 265ms
C:\>

ตัวอย่างที่ 2:
C:\>ping 192.168.2.35

Pinging 192.168.2.35 with 32 bytes of data:

Request timed out.
Request timed out.
Request timed out.
Request timed out.

Ping statistics for 192.168.2.35:
Packets: Sent = 4, Received = 0, Lost = 4 (100% loss),
C:\>

ตัวอย่างที่ 3:
C:\>ping 192.168.2.35
Pinging 192.168.2.35 with 32 bytes of data:

Destination host unreachable.
Destination host unreachable.
Destination host unreachable.
Destination host unreachable.

Ping statistics for 192.168.2.35:
Packets: Sent = 4, Received = 0, Lost = 4 (100% loss),
C:\>

Tuesday, 16 November 2010

Firewall ระดับองค์กร

สวัสดีค่ะ ทุกๆท่าน หนูหายไปอีกเเล้ว ด้วยความขี้เกียจค่ะ อิอิ บางทีก็ท้อ นะค่ะ ไม่เห็นมีใครเข้ามาอ่านมั้งเลย หนูอยากจะทำ Google Ad sense นะค่ะ เลยทำ blog ขึ้นมา สงสัย จะไม่ประสบผลสำเร็จ เเต่ยังไง หนูก็จะทำต่อไปค่ะ เพื่อให้ความรู้เเก่ ผู้ที่สนใจ นะค่ะ วันนี้ เอา firewall มาฝากกันค่ะ หนูอยากหารายได้เสริม จัง หาทางไหนดีนะ ยังไง ก็ต้องทำงานต่อไป เพื่ออนาคตที่ดี สำหรับตัวเอง เอาล่ะค่ะ หนูนอกเรื่องมาไกลเเล้ว กลับมากันต่อนะค่ะ ถ้าพูดถึง firewall ผู้ใช้งาน windows xp service pack 2 คงจะเห็นกันบ่อยๆ หน้าที่หลัีกๆ ของมันคือทำหน้าที่ ป้องกันการบุกรุกจากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต เข้่าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของเรา เเละโดยเฉพาะองค์กร ข้อมูลต่างๆ ภายในองค์กร เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งเราจะใช้ ของ windows ก็ึคงจะไม่สามารถป้องกัน ได้ดี จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ เสริม firewall ขึ้นค่ะ หนูเลยหา ข้อมูลมาเพิ่มเติมให้

ทำความรู้จัึกกับ Check point
Check point เป็นแบรนด์หนึ่ง ที่ผลิตอุปกรณ์ทางด้าน Security เช่น Check point UTM-1 Appliance อุปกรณ์ตัวนี้ทำหน้่าที่เป็น firewall การใช้งานเเละการติดตั้ง ง่าย ในลักษณะ plug and play สำหรับเรื่องการนำไปใช้งาน นั้นต้องดูไปถึง องค์กร ว่ามีการตั้งระดับการรักษาึความปลอดภัยไว้ขั้นไหน หรือ ระบบ Network ภายในกำหนดไว้อย่างไร

ความสามารถของ Check point UTM-1 Appliance
- ทำหน้าที่เป็น firewall
- มีความยืดหยุ่นในการบริหาร จัดการ ทำงานด้วยระบบ Web base
. Firewall software blade
. IPSec VPN software blade
. Anti virus Anti Malware software blade
. URL Filtering software blade (บล็อกการใช้งานบางเว็บไซต์ได้)
. การบริหารจัดการ จากจุดศูนย์กลาง - Centralized Management
. Update จากจุดศูนย์กลาง - Centralized Updates
. ง่ายในการติดตั้ง

UTM คืออะไร
UTM ย่อมาจาก Unified threat management การรวมระบบ Security ต่างๆ เข้าด้วยกัน เรียกว่าเป็น "Security Total Solution" ก็ว่าได้ ซึ่งประกอบด้วย
- Network fire walling
- Network intrusion prevention
- Gateway anti virus (AV)
- Gateway anti spam
- VPN
- Content filtering
- Load balancing
- On-appliance reporting

หากต้องการศึกษาได้จาก www.checkpoint.com



Friday, 5 November 2010

Mode แต่ละโหมดของ Wireless Access Point

สวัสดีค่ะ หายไปหลายวัน อากาศก็เย็น ๆ นะค่ะใน กรุงเทพ ได้เจอเพื่อนๆ ใน facebook สมัย ม.ปลาย เเต่ละคนก็ทำงาน กันที่บ้านเกิด กันทั้งนั้นเลย มีเเต่เรา มาหาประสบการณ์ในเมืองหลวง ไม่ได้ไปทำประโยชน์ กับบ้านเลย ที่หายไปหลายวัน หนูมีงานเยอะ ค่ะ ต้องขอโทษด้วย อากาศช่วงนี้ ดีนะค่ะ เย็นสบายดีค่ะ อีกอย่าง หนูติด ซีรี่ย์เกาหลี ซะเเล้วซิค่ะ อิอิ ข่าว it เลยไม่ได้ติดตามเลย อ๋อ ยังมีงาน com mart ที่ศูนย์สิริกิติ์ ค่ะ น่าสนใจดีนะค่ะ ยังไง เพื่อนๆ ว่างๆ ก็ไปเดินดูงานกันได้ค่ะ หนูว่าจะไปพรุ่งนี้ เเต่ก็ยังไม่เเน่ใจ ว่าจะไปหรือเปล่า วันหยุดหนูชอบทำงานบ้าน ซักผ้า กวาดห้อง ล้างห้องน้ำ ทำกับข้าว ไม่อยากออกไปไหนเลย เอามาเข้าเรื่องเลยดีกว่าค่ะ
วันนี้ขอพูดถึง mode ของ wireless access point ค่ะ โดยทั่วๆไป Wireless Access Point จะมี Mode 4 - 5 Mode
1. Access Point Mode โหมดนี้ เป็นเพียงโหมดเดียวที่ให้เครื่องลูกข่าย เชื่อมโยงเข้ากับ Access Point ได้ นอกจากนั้นจะเป็นการเชื่อมกันระหว่าง Access Point ด้วยกันเอง

2. Wireless Client Mode โหมดนี้จะทำให้ Access Point กลายเป็นลูกข่ายเครื่องนึง ของ Access Point อีกอันหนึ่ง ส่วนมากเราจะใช้โหมดนี้ในการเชื่อมต่อระบบ Wired Network เข้ากับระบบ Wireless Network
3. Wireless Bridge โหมดนี้ ในการเชื่อมต่อ Network 2 Network เข้าด้วยกันแบบ Wireless โดยทั่วไปเราจะใช้ในการเชื่อมต่อ Network ระหว่างตึก 2 ตึกที่อยู่ไม่ไกลกัน อย่างไรก็ตาม การใช้โหมดนี้ ส่วนใหญ่แล้ว อุปกรณ์ที่ 2 ฝั่งต้องเป็นยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน เช่น ถ้าฝั่งหนึ่งเป็น DWL-2000AP+ อีกฝั่งนึงก็ต้องเป็น DWL-2000AP+ เหมือนกัน
4. Multi-point Bridge โหมดนี้จะเหมือนกับ Wireless Bridge เพียงแต่ว่าโหมดนี้จะเป็นการเชื่อมมากกว่า 2 Network และก็เหมือนกับ Wireless Bridge การใช้โหมดนี้ ส่วนใหญ่แล้ว Access Point ทุกตัวที่ใช้ ต้องเป็นยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน
5. Repeater Mode โหมดนี้เป็นเหมือนการขยายระยะส่งของระบบ Wireless LAN โดยติดตั้ง Access Point เพิ่มขึ้น บริเวณที่สัญญาณของ Access Point ตัวหลักเริ่มจาง ทำให้สามารถเพิ่มระยะส่งของทั้งระบบออกไป

Tuesday, 12 October 2010

โปรโตคอลมาตรฐานของของระบบเครือข่าย

สวัสดีค่ะ ชาว IT ทุกท่าน วันนี้ มาทำความรู้จักกับ Protocol กันนะค่ะ วันนี้อากาศดีมากเลยอะค่ะ ฝนตก เย็นสบาย ไม่อยากลุกมาจากที่นอนเลยค่ะ นึกได้ว่าต้องมาแก้ไข computer ให้ user เลยต้องตระหนักในหน้าที่ของตนเอง ให้หนักค่ะ มีความรับผิดชอบให้มาำกๆ อยากสบายจังเลย หนูทำงาน ปีนี้เป็น ปีที่ 2 รู้สึกว่า ไม่เห็นมีอะไร กับเขาเลย เศร้าใจ ได้เเต่ระบายให้คนอื่นฟัง ว่า ขี้เกียจทำงาน อยากสบาย เเต่ได้รับคำตอบมาว่า งานคือเงิน เงินก็คืองาน มันก็จริงอย่างที่ว่า อุ๊ย นอกเรื่องไปซะไกลเลย กลับมาที่เรื่อง Protocol กันดีกว่า นะค่ะ
รู้จักกับโปรโตคอล

การที่จะให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจนั้น จำเป็นต้องมีภาษาในการสื่อสารโดยเฉพาะ สำหรับภาษาของการสื่อสารในคอมพิวเตอร์เรียกว่า โปรโตคอล (Protocol) เป็นระเบียบวิธีที่กำหนดขึ้นสำหรับการสื่อสาร ให้สามารถติดต่อสื่อสารกันหรือ รับส่งข้อมูลระหว่างต้นทางกับปลายทางได้อย่างถูกต้องไม่ผิดพลาด โปรโตคอลที่ใช้สำหรับคอมพิวเตอร์มีอยู่มากมายหลายแบบเช่น NetBEUI ซึ่งเป็นโปรโตคอลอีกตัวหนึ่ง ที่ใช้ได้ดีในระบบเครือข่ายขนาดเล็ก ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows เป็นหลัก แต่ไม่สามารถทำงานได้เร็วมากนัก นิยมใช้ในระบบปฏิบัติการรุ่นเก่าอย่าง Windows for Work group 3.11 เป็นต้น และก็ยังมีโปรโตคอลอื่นๆ อีกมาก แต่ส่วนมากที่ใช้กันเป็นหลักก็คือโปรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) TCP/IP เป็นโปรโตคอลที่ใช้กันในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งแน่นอนว่าใช้ใน Home Network ได้ด้วย TCP/IP จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับส่งข้อมูลในเครือข่าย การทำงาน TCP/IP จะมีการจัดแบ่งข้อมูลออกเป็นขนาดย่อยๆ เรียกว่า "แพ็กเกจ" จากนั้นจึงทยอยส่งกันไปจนถึงจุดหมายปลายทาง เสร็จแล้วจึงจะรวมแพ็กเกจย่อยๆ นั้นเป็นข้อมูลต้นฉบับอีกครั้ง และมีการรับประกันความถูกต้องโดยตัวมันเอง

IP Address

การติดต่อสื่อสารในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรโตคอล TCP/IP นอกจากการทำงานของ TCP/IP แล้ว ยังจำเป็นต้องมีการกำหนดเลขหมายของอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครือข่าย เพื่อเกิดการอ้างอิงโดยไม่ซ้ำกันจะได้ส่งข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เลขหมายดังกล่าวเรียกว่า ไอพีแอดเดรส เป็นตัวเลขหลัก 4 ชุดที่คั่นด้วยจุด เช่น 192.168.0.1 ไอพีแอดเดรสก็เปรียบเหมือนกับเลขที่บ้าน โดยบ้านแต่ละหลังจะต้องมีเลขที่บ้านโดยต้องไม่ซ้ำกัน เพราะถ้าซ้ำกันแล้ว บุรุษไปรษณีย์คงจะส่งจดหมายไม่ถูก สำหรับใน Home Network ของเรานี้ จะเริ่มกำหนดไอพีแอดเดรส 192.168.0.1 เป็นต้นไป เช่น คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 กำหนดไอพีแอดเดรสเป็น 192.168.0.2 คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 มีไอพีแอดเดรสเป็น 192.168.0.2 แบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่ต้องไม่เกิน 192.168.0.254 ครับ (คิดว่าคงไม่มีบ้านไหนมีคอมพิวเตอร์ถึง 254 เครื่อง)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความเร็วในการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูล ในปัจจุบันมีมาตรฐานที่เรียกว่า Fast Ethernet หัวใจหลักของ Fast Ethernet ก็คือความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้ถึง 100 Mbps (หนึ่งล้านบิตต่อวินาที) และความเร็วขนาด 1000 Mbps หรือ 1 Gbps (พันล้านบิตต่อวินาที) และอาจถึง 10 Gbps ในอนาคตอันใกล้นี้

สำหรับ Home Network ที่แนะนำให้คุณผู้อ่านรู้จัก และจะเริ่มลงมือปฏิบัติต่อไปนี้ จะเป็นระบบ LAN แบบ Peer to Peer ใช้รูปแบบการเชื่อมต่อแบบสตาร์ โดยใช้สาย UTP และมีอุปกรณ์เพิ่มเติมคือ ฮับ หรือ สวิตซ์ และกำหนดไอพีแอดเดรส เริ่มตั้งแต่ 192.168.0.1 เป็นต้นไป


IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) และ EIA (Electronics Association) เป็นหน่วยงานสากลที่มีหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานของการออกแบบผลิตภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ กำหนดรูปแบบ

การส่งสัญญาณ จะมีโปรโตคอลอยู่ 3 แบบ ด้วยกันคือ
• ARCnet
• Ethernet
• Token Ring
• ARCnet หรือ Attached ARCnet Resource Computing Network เป็นโปรโตคอลที่ออบแบบโดยบริษัท Data Point

ในช่วงปีคศ.1977 ใช้หลักการแบบ "Transmission Permission" ในการส่งข้อมูล จะมีการกำหนดตำแหน่งแอดเดรสของเครื่องเวิร์กสเตชั่นลงไปด้วย สามารถจะเชื่อมต่อได้ทั้งแบบ Bus และ Star มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลค่อนข้างน้อยเพียง 2.5 Kbps (2.5 เมกกะบิตต่อวินาที) ทำให้ไม่เป็นที่นิยมใช้งาน

Ethernet เป็นโปรโตคอลที่ออกแบบโดยบริษัท Xerox ในช่วงปี คศ.1970 ใช้หลักการทำงานแบบ CSMA/CD(Carrier Sense Multiple Access With Collision Detection) ในการส่งแมสเซจไปบนสายสัญญาณของระบบเครือข่าย ถ้าหากมีการส่งออกมาพร้อมกันย่อมจะเกิดการชนกัน (Collision) ของสัญญาณ ทำให้การส่งผ่านข้อมูลต้องหยุดลงทันที CSMA/CD จะใช้วิธีของ Listen before-Transmiting คือ ก่อนจะส่งสัญญาณออกไปจะต้องตรวจสอบว่าขณะนั้นมีเวิร์กสเตชั่นเครื่องใดทำการ รับ-ส่งแมสเซจบนสายเคเบิ้ลอยู่หรือไม่? ถ้ามีก็ต้องรอจนกว่าสายเคเบิ้ลจะว่าง แล้วจึงส่งข้อมูลออกไปบนสายเคเบิ้ล

โปรโตคอล Ethernet เป็นมาตรฐานของ IEEE 802.3 สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Bus และ Star โดยใช้สาย Coaxial หรือสายทองแดงคู่ตีเกลียว (UTP = Unsheild Twisted Pair) ที่มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล 10 Mpbs (10 เมกกะบิตต่อวินาที) ในปัจจุบันได้พัฒนาความเร็วเป็น 100 Mbps มีความยาวสูงสุดระหว่างเครื่องเวิร์กสเตชั่น 2.8 กิโลเมตรในการส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ไปบนสายเคเบิ้ล จะใช้แบบ Machestes Encodeb Digital Base band และกล่าวถึงสัญญาณดิจิตอล 0-1 ในการส่งผ่านไปบนสายเคเบิ้ล Ethernet มีรูปแบบการต่อสายเคเบิ้ล 3 แบบด้วยกันคือ
• 10 Base T
• 10 Base 2
• 10 Base 5

10 Base T
เป็นรูปแบบในการต่อสายที่นิยมมาก "10" หมายถึงความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล (10 เมกกะบิตต่อวินาที) "Base" หมายถึง ลักษณะการส่งข้อมูลแบบ Base band ซึ่งเป็นดิจิตอล และ "T" หมายถึง Twisted Pair (สายทองแดงคู่ตีเกลียว) สรุปแล้ว 10 Base T คือ การใช้สาย Twisted Pair ในการรับ-ส่งมีความเร็ว 10 Mbps ด้วยสัญญาณแบบ Base band ปัจจุบันจะใช้สาย UTP (Unshield Twisted Pair) ซึ่งจะมีสายเส้นเล็กๆ ภายใน 8 เส้นตีเกลียวกับ 4 คู่

10 Base 2 เป็นรูปแบบต่อสายโดยใช้สาย Coaxial มีเส้นศูนย์กลาง 1/4 นิ้ว เรียกว่า Thin Coaxial สายจะมีความยาวไม่เกิน 180 เมตร

10 Base 5 เป็นรูปแบบในการต่อสายโดยใช้สาย Coaxial ขนาดใหญ่ จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1/2 นิ้ว เรียกว่าสาย Thick Coaxial การเชื่อมต่อละจุดจะมี Transcever เป็นตัวเชื่อมและใช้สายเคเบิ้ล AUI เชื่อมระหว่างเครื่องเวิร์กสเตชั่น สายจะมีความยาวไม่เกิน 500 เมตร

Token Ring เป็นโปรโตคอลที่ออกแบบโดยบริษัท IBM ใช้มาตรฐานของ IEEE 802.5 มีระบบการติดต่อแบบ Token-Passing สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งแบบ Ring และ Star มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล 4/16 Mbps และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ของเครื่องเมนเฟรมได้โดย ตรง จากปัญหาที่เกิดการชนกันของสัญญาณ (Collision) เป็นเหตุให้ IBM หันมาใช้สัญญาณ Token เพื่อติดต่อระหว่างโหมด ขั้นตอนการรับ-ส่งข้อมูลแบบ Token-Passing Ring มีดังนี้

• ชุดข้อมูล Token จะถูกส่งให้วิ่งไปรอบๆ วงแหวนของเน็ตเวิร์ก ถ้ามีเวิร์กสเตชั่นเครื่องใดต้องการจะส่งผ่านข้อมูล ก็จะต้องรอจนกว่า Token นั้นว่างก่อน
• เมื่อรับ Token ว่างมาแล้ว ก็จะทำการเคลื่อนย้ายเฟรมข้อมูลต่อท้ายกับ Token นั้นแล้วส่งข้อมูลไปยังปลายทาง
• เวิร์กสเตชั่นอื่นที่ต้องการจะส่งข้อมูลก็ต้องรอจนกว่า Token จะว่าจึงจะส่งข้อมูลได้

เน็ตเวิร์กโปโตคอลที่ต้องใช้งาน
ในการรับส่งข้อมูลระหว่างเซิร์ฟเวอร์และไคลเอ็นต์ จะใช้โปรแกรมโตคอลในการสื่อสารข้อมูล การค้นหาเส้นทางสนับสนุนการใช้บริการต่างๆ ของเซิร์ฟเวอร์ซึ่งมีอยู่หลายชนิดด้วยกันคือ

TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
เป็นโปรโตคอลที่ถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ.1969 โดยเครือข่ายทางทหารของสหรัฐอเมริกาชื่อ ARPANET (Advanced Research Project Agency Network) เพื่อใช้กับระบบเครือข่าย WAN ต่อมาได้นำมาใช้งานเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายสาธารณะขนาดใหญ่หรืออินเตอร์เน็ต TCP/IP เป็นโปรโตคอลที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูงสามารถจะค้นหาเส้นทางได้ เหมาะสำหรับใช้ในองค์กรขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ สามารถจะส่งผ่านข้อมูลข้ามระบบที่ต่างกันได้ เช่น Windows กับ UNIX หรือ Netware หรือ Linux

NetBEUI (NetBIOS Extended Use Interface)
เป็นโปตคอลที่พัฒนามาจาก NetBIOS เริ่มใช้งานประมาณปี ค.ศ.1985 ถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับเครือข่ายขนาดเล็ก เช่น ระบบ LAN ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 10-200 เครื่อง NetBEUI ไม่สามารถจะค้นหาเส้นทางได้ และทำการ Route ข้อมูลข้ามเครือข่ายไม่ได้ เหมาะสำหรับเครือข่าย LAN แต่ไม่เหมาะกับระบบ WAN ระบบปฏิบัติการ Windows NT และ Windows 2000 ยังสนับสนุนไคลเอ็นต์รุ่นเก่าที่ใช้โปรโตคอลตัวนี้อยู่

IPX/SPX
(Intenetwork Packet Exchange/Sequanced Packet Exchange)
เป็นโปรโตคอลที่พัฒนามาจาก XNS Protocol (ของบริษัท Xerox Corporation และทางบริษัท Novell ได้นำพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น) จะมีความสามารถในการค้นหาเส้นทางสำหรับเครือข่ายระบบ LAN และ WAN ทางไมโครซอฟท์ก็สนับสนุนโปรโตคอลตัวนี้แต่เรียกว่า NWLink IPX/SPX Compatible Transport Protocol ซึ่งใช้ในการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ Netware สามารถใช้งานฐานข้อมูล SQL Server บน Windows NT ได้ หรือการเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ SNA ที่เชื่อมต่อกับเครื่อง Mainframe ของ IBM

DLC (Data Link Control)
เป็นโปรโตคอลที่ออกแบบพัฒนาโดยบริษัท IBM เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อสื่อสารกับเครื่องเมนเฟรมของ IBM,AS/400 ที่ใช้สถาปัตยกรรมเครือข่าย SNA (System Network Architecture)

ข้อมูลจาก bomcs ค่ะ

Thursday, 9 September 2010

VOIP คืออะไร

สวัสดีค่ะ มาเขียนบทความให้ความรู้ กันอีกเเล้วนะค่ะ ทำมาก็หลายบทความเเล้ว ไม่มีซัก comment เลย แอบเศร้านิดๆ ทำไง ดีนะ ให้ Google สนใจ ทำไงดีน่่า ให้ เพื่อนๆ สนใจบทความ เรา ตอนนี้ได้เริ่ม upload Program มาลงใน 4shared มั้งเเล้วค่ะ รอสมบูรณ์เมื่อไหร่จะนำมาเเบ่งปันกันนะค่ะ วันนี้ พูดถึง VOIP กันซักหน่อยนะค่ะ

วีโอไอพี (VoIP) ย่อมาจาก วอยส์โอ เวอร์ไอพี (Voice over Internet Protocol) (หรือชื่ออื่น IP Telephony, Internet telephony, หรือ Digital Phone) เป็นการสื่อสารทางเสียง ผ่านโครงข่าย Internet หรือโครงข่ายอื่นๆ ที่ใช้ Internet Protocol สัญญาณเสียงจะถูกตัดแบ่งเป็นแพ็คเก็ต วิ่งผ่านไปบนโครงข่ายที่ใช้สำหรับการสื่อสารข้อมูลทั่วไป แทนการใช้ วงจรเฉพาะตามวิธีการสื่อสารในระบบโทรศัพท์ แบบดั้งเดิม ข้อดีของวีโอไอพีก็คือการ สามารถใช้โครงข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถ ให้บริการได้ในอัตราค่าบริการที่ถูกลงมาก

สำหรับมาตรา ฐานของวีโอไอพี มี 2 รูปแบบ คือ
มาตราฐาน H.323 เป็นมาตราฐานที่กำหนดขึ้นในระยะแรกของการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้ผู้ผลิต Software Hardware นำไปพัฒนา แต่เนื่องจากพื้นฐานของมาตราฐานนี้ ได้ถูกออกแบบสำหรับการเชื่อมต่อผ่าน Internet Protocol ทำให้ไม่นิยม ในการเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย Internet และทำงานช้า กว่ามาตราฐานแบบ SIP
มาตราฐาน SIP เป็นมาตราฐานที่ถูกกำหนดขึ้นมาใหม่ โดยพื้นฐานให้มีการทำงานผ่าน เครือข่าย Internet หรือ Internet Protocol ทำให้ผู้ผลิต อุปกรณ์นำไปใช้เป็นมาตราฐาน ในการเชื่อมต่อทั้ง Software Hardware ซึ่งได้รับ ความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ประโยชน์ของ ระบบวีโอไอพี
1.ค่าใช้จ่ายใน การสื่อสารถูกลง และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
2.ไม่มีขีดจำกัดในการขยายเครือข่าย ทุกที่ทั่วโลก ที่สามารถ เชื่อมต่อ Internet ได้

จุดด้อยของวีโอไอพี คือ ในบางกรณี คุณภาพเสียงอาจจะไม่ดีเท่าโทรศัพท์ปกติ และอาจจะมี การดีเลย์หรือการที่สัญญาณเสียงเดินทางมาช้า ทำให้พูดสวนกันไม่ได้ถนัด ต้องรอให้ แต่ละฝ่ายพูดให้จบก่อนจึงจะพูดได้ แต่ปัญหานี้ได้รับการปรับปรุง ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนแทบจะไม่มีความแตกต่างอีกต่อไป ข้อเสียอีก ประการหนึ่งก็คือ โทรศัพท์วีโอไอพี จะใช้งานไม่ได้เมื่อไฟฟ้าดับ หรือ Internet ขัดข้อง

อนาคตของวีโอไอพี หรือที่มักจะเรียกกันย่อๆว่า Voice จะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจาก คุณภาพที่ได้รับปรับปรุงและค่าใช้จ่ายที่ถูก จนในที่สุด อาจจะกลายเป็นบริการฟรี เช่น เดียวกับการใช้งาน Internet อื่นๆ เช่น การสืบค้น เว็บไซต์ การใช้อีเมล เพราะอันที่จริงก็ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ผู้ใช้ บริการเพียงแต่จ่ายค่าเชื่อมต่อ Internet เท่านั้น

Tuesday, 24 August 2010

Layer ของ OSI Model

รายละเอียด ของ เเต่ละ Layer ภาคต่อ นะค่ะ
Layer ของ OSI Model

1.Physical Layer
เป็นคุณสมบัติทางกายภาพ เช่น คุณสมบัติทางไฟฟ้า และกลไกต่างๆ ของวัสุที่ใช้เป็นสื่อกลาง ตลอดจนสัญญาณที่ใช้ในการส่งข้อมูล, อุปกรณ์เชื่อมต่อ (Connector), ระดับความต่างศักย์ของไฟฟ้า (Voltage) และอื่นๆ เช่น อธิบายถึงคุณสมบัติของสาย Unshielded Twisted Pair (UTP)

2.Data link Layer
เป็นชั้นที่อธิบายถึงการส่งข้อมูลไปบนสื่อกลาง ชั้นนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นชั้นย่อย (Sub Layer) คือ
Logical Link Control (LLC) Media Access Control (MAC)
การแบ่งแยกจะทำให้ชั้น LLC ชั้นเดียวสามารถจะใช้ชั้น MAC ที่แตกต่างกันออกไปได้หลายชั้น ชั้น MAC นั้นเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับ Address ทางกายภาพอย่างที่ใช้ในมาตรฐาน Internet และ Token Ring Address ทางกายภาพนี้จะถูกฝังมาใน LAN Card โดยบริษัทผู้ผลิต
Address ทางกายภาพนั้นเป็นคนละอย่างกับ Address ทางตรรกะ เช่น IP Address ที่จะถูกใช้งานในชั้น Network เพื่อความชัดเจนครบถ้วนสมบูรณ์ของการใช้ชั้น Data-Link นี้

3.Network Layer
เป็นการเชื่อมต่อและ การเลือกเส้นทางนำพาข้อมูลระหว่าง เครื่องสองเครื่องในเครือข่าย
ชั้น Network ยังให้บริการเชื่อมต่อในแบบ "Connection Oriented" อย่างเช่น X.25 หรือบริการแบบ "Connectionless" เช่น Internet Protocol
ตัวอย่างของโปรโตคอลในชั้นนี้ประกอบด้วย Internet Protocol (IP) และ Internet Control Message Protocol (ICMP)

4.Transport Layer
บริการด้านคุณภาพที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ แต่ในบาง โปรโตคอลที่ไม่มีการดูแลเรื่องคุณภาพดังกล่าวจะอาศัยการทำงานในชั้น Transport นี้เพื่อเข้ามาช่วยดูแลเรื่องคุณภาพแทน เหตุผลที่สนับสนุนการใช้งานชั้นนี้ก็คือ ในบางสถานการณ์ของชั้นในระดับล่างทั้งสาม (คือชั้น Physical, Data-Link และ Network) ดำเนินการโดยผู้ให้บริการโทรคมนาคม การจะเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพให้กับผู้ใช้บริการก็ด้วยการใช้ชั้น Transport นี้
"Transmission Control Protocol (TCP) เป็นโปรโตคอลในชั้น Transport ที่มีการใช้งานกันมากที่สุด"

5.Session Layer
ทำหน้าที่สร้างการเชื่อมต่อ, การจัดการระหว่างการเชื่อมต่อ และการตัดการเชื่อมต่อคำว่า "เซสชัน" (Session) หมายถึงการเชื่อมต่อกันในเชิงตรรกะ (Logic) ระหว่างปลายทางทั้งสองด้าน (เครื่อง 2 เครื่อง) ชั้นนี้อาจไม่จำเป็นต้องถูกใช้งานเสมอไป อย่างเช่นถ้าการสื่อสารนั้นเป็นไปในแบบ "Connectionless" ที่ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อ เป็นต้น ระหว่างการสื่อสารในแบบ "Connection-less" ทุกๆ แพ็กเก็ต (Packet) ของข้อมูล จะมีข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องปลายทางที่เป็นผู้รับติดอยู่อย่าง สมบูรณ์ในลักษณะของจดหมายที่มีการจ่าหน้าซองอย่างถูกต้องครบถ้วน ส่วนการสื่อสารในแบบ "Connection Oriented" จะต้องมีการดำเนินการบางอย่างเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อ หรือเกิดเป็นวงจรในเชิงตรรกะขึ้นมาก่อนที่การรับ/ส่งข้อมูลจะเริ่มต้นขึ้น แล้วเมื่อการรับ/ส่งข้อมูลดำเนินไปจนเสร็จสิ้น ก็ต้องมีการดำเนินการบางอย่าง เพื่อที่จะตัดการเชื่อมต่อลง ตัวอย่าง ของการเชื่อมต่อแบบนี้ได้แก่ การใช้โทรศัพท์ที่ต้องมีการกดหมายเลข ปลายทาง จากนั้นก็ต้องมีการดำเนินการ บางอย่างของระบบจนกระทั่งเครื่องปลายทางมีเสียง ดังขึ้น การสื่อสารจะเริ่มขึ้นจริงเมื่อมีการทักทายกันของคู่สนทนา จากนั้นเมื่อคู่สนทนา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวางหูก็ต้องมีการดำเนินการบางอย่างที่ จะตัดการเชื่อมต่อลงชั้น Session นี้มีระบบการติดตามด้วยว่าฝั่งใดที่ส่งข้อมูลซีงเรียกว่า "Dialog Management"
Simple Mail Transport Protocol (SMTP), File Transfer Protocol (FTP) และ Telnet เป็นตัวอย่างของโปรโตคอลที่นิยมใช้ และมีการทำงานครอบคลุมในชั้น Session, Presentation และ Application

6.Presentation Layer
บริการทำการตกลงกันระหว่างสองโปรโตคอลถึงไวยากรณ์ (Syntax) ที่จะใช้ในการรับ/ส่งข้อมูล เนื่องจากว่าไม่มีการรับรองถึงไวยากรณ์ที่จะใช้ร่วมกัน การทำงานในชั้นนี้ จึงมีบริการในการแปลข้อมูลตามที่ได้รับการร้องขอด้วย

7.Application Layer
ชั้น Application เป็นชั้นบนสุดของแบบจำลอง ISO/OSI เป็นชั้นที่ใช้บริการของชั้น Presentation (และชั้นอื่นๆ ในทางอ้อมด้วย) เพื่อประยุกต์ใช้งานต่างๆ เช่น การทำ E-mail Exchange (การรับ/ส่งอีเมล์), การโอนย้ายไฟล์ หรือการประยุกต์ใช้งานทางด้านเครือข่ายอื่นๆ



จากรูปเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง OSI Model กับการสื่อสารของ Internet โดยจะแสดงรูปแบบข้อมูล, data และอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในแต่ละ Layer

เป็นยังไงกันมั้งค่ะ OSI Model ถือเป็นพื้นฐานของ Network เลยทีเดียว ซึ่งหากเราเข้าใจหลักการทำงานของมันแล้ว เราจะสามารถออกแบบและวิเคราะห์ Network ต่างๆ ได้ง่ายเลยทีเดียว แถมอีกนิดละกันนะค่ะเกี่ยวกับหน่วยของ ข้อมูลต่างๆ ที่เราเคยได้ยิน ว่าแต่ละแบบคืออะไร

ข้อมูลที่ส่งในระบบเครือข่าย มีหลายรูปแบบที่หลากหลาย แต่รูปแบบทั่วไปที่เรียกข้อมูลได้แก่

Frame หน่วยของข้อมูลในระดับ Data link Layer
Packet หน่วยของข้อมูลในระดับ Network Layer
Data gram หน่วยของข้อมูลในระดับ Network Layer ที่มีรูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Connectionless
Segment หน่วยของข้อมูลในระดับ Transport Layer
Message ระดับข้อมูลในเหนือ Network Layer มักจะหมายถึงระดับ Application Layer
Cell หน่วยข้อมูลที่มีขนาดแน่นอนในระดับ Data link Layer ใช้เป็นหน่วยในลักษณะการส่งข้อมูลแบบสวิตซ์ เช่น Asynchronous Transfer Mode (ATM) หรือ Switched Multi megabit Data Service (SMDS)
Data unit
หน่วยข้อมูลทั่วไป

Monday, 23 August 2010

OSI Model

Open Systems Interconnection (OSI) โดยพัฒนามาจาก ISO (International Organization for มาตรฐาน)เป็นกรอบมาตรฐานเพื่อการสื่อสาร ในเครือข่ายผ่านอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน และการประยุกต์ใช้โดยผู้ขายที่แตกต่างกัน แบบจำลอง OSI กำหนดกระบวนการสื่อสารใน 7 ชั้นซึ่งแบ่งงานที่เกี่ยวข้องกับ การย้ายข้อมูลระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ISO ได้ทำการเเบ่ง OSI Model ออกเป็น 7 ระดับ

**เดี๋ยวจะเอา หน้าที่ของเเต่ละลำดับชั้นมานำเสนอ นะค่ะ เมื่อคืนไม่ได้นอนเลย ไม่ไหว ร่างกายอ่อนเพลีย เอาไว้ครั้งหน้ามาเขียนให้นะค่ะ ติดเอาไว้ก่อน**



Sunday, 22 August 2010

ภาคต่อ แลน การส่งข้อมูลใน LAN

การส่งข้อมูลในเเลนนั้น จะใช้วิ่งส่งข้อมูลลงไปในช่องสัญญาณที่ใช้ร่วมกัน โดยเครื่องคอมพิวเตอร์เเละอุปกรณ์ต่างๆ ในเเลนจะเชื่อมต่อกับช่องสัญญาณ ผ่านการ์ดเเลนเเละสายเเลนไปยังอุปกรณ์รวมสัญญาณที่เรียกว่า Hub หรือ Switch ข้อมูลที่ส่งออกมาในช่องสัญญาณไม่ว่าใครจะเป็นคนส่ง เครื่องคอมพิวเตอร์ เเละอุึปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่จะสามารถมองเห็นข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมด เพียงเเต่จะรับข้อมูลที่ส่งถึงตัวเองเท่านั้น เข้ามาประมวลผล ดังนั้นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายจะมีหน้าที่อ่านข้อมูลทุก แพ็กเก็ตในช่องสัญญาณ เเล้วเลือกรับเฉพาะข้อมูลที่ส่งถึงตนเองเท่านั้นเข้ามาประมวลผล

ข้อมูลที่วิ่งในช่องสัญญาณจะประกอบไปด้วยสองส่วนคือ
1. Header ประกอบไปด้วยหมายเลขประจะตัว (MAC Address) ของผู้ส่งเเละหมายเลขประจำตัวของผู้รับ
2. Data ข้อมูลที่ส่งจริง

เครื่องคอมพิวเตอร์จะตรวจสอบเเละตรวจสอบข้อมูลทุกแพ็กเก็ต ในช่องสัญญาณว่าเป็นของตนเองหรือไม่โดยดูจากส่วนของ Header ว่าส่งถึงหมายเลขประจำตัวของตนหรือไม่ ถ้าไม่ใช้ก็ปล่อยผ่านไปเเต่ถ้าใช่ก็รับเข้ามาประมวลผล

การทำงานของการ์ดเเลน
ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลจากสายสัญญาณโดยการ์ดเเลนเเต่ละใบจะต่อสาย ไปยังอุปกรณ์รวมสัญญาณ (Hub หรือ Switch) ซึ่งการ์ดเเลนเเต่ละใบนี้จะมีหมายเลขประจำการ์ดเเลนที่เรียกว่า MAC Address โดยหมายเลขเหล่านี้ จะไม่ซ้ำกันเลย การระบุผู้รับเเละผู้ส่งใน Header ของข้อมูลที่เล่าให้ฟังไปเเล้วก็จะระบุเป็นหมายเลข MAC Address
การทำงานของการ์ดเเลน
เวลาส่งข้อมูล
1. การ์ดเเลนจะตรวจสอบก่อนว่าช่องสัญญาณว่างหรือไม่ เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ในเเลนวงเดียวกันจะใช้ช่องสัญญาณร่วมกัน
2.ถ้าช่องสัญญาณมีผู้อื่นส่งข้อมูลอยู่ ก็จะรอเเล้วตรวจสอบใหม่จนกว่าช่องสัญญาณจะว่าง
3.เมื่อช่องสัญญาณว่างการ์ดเเลนจะส่ง ข้อมูลเข้าไปในช่องสัญญาณโดยจะระบุ MAC Address ของตัวเองเเละ MAC Address ของผู้รับตามด้วยข้อมูลที่จะส่ง
เวลาปกติ
1. การ์ดเเลนจะทำหน้าที่อ่านข้อมูลทุกแพ็กเก็ต ที่วิ่งอยู่ในสายสัญญาณตลอดเวลา
2. คอยตรวจสอบว่า Header ของข้อมูลระบุผู้รับเป็น MAC Address ตรงกับ MAC Address ของตัวเองหรือไม่
3.ถ้าไม่ใช่ก็ปล่อยให้ข้อมูลนั้นผ่านไปโดยไม่ทำอะไร
4.เเต่ถ้าเป็นของมูลที่ส่งถึง MAC Address ของตัวเองก็ จะรับเข้ามาประมวลผล

แลน คืออะไร

สวัสดีค่ะ กับ วันอาทิตย์ นะค่ะ วันนี้ดูข่าว เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ คุณไก่บอกว่า น้ำยาล้างจุดซ้อนเร้น ไม่สามารถนำมาล้างหน้าหรือสระผม ได้ ขอเเสดงความคิดเห็น หน่อยนะค่ะ " เขาก็บอกอยู่เเล้วว่า ไว้สำหรับชำระล้างจุดซ้อนเร้น เท่านั้น คนเราก็ยังดันมาล้างหน้า สระผม ผลดีก็มีอยู่ช่วงเดียวเท่านั้นเเละ พอหยุดใช้ไป ก็กลับมาเป็นหนัก กว่าเดิม ฟังเเล้ว ขำขำ ขนาดมีวิธีใช้บอกไว้ข้างขวดเเล้ว เเท้ๆ นะเนี่ย 555+" ขออภัยนอกเรื่องไปหน่อยค่ะ

LAN มาจากคำว่า "Local Area Network" เเปลเป็นไทยก็ "เครือข่ายท้องถิ่น" ง่ายๆ ก็เป็นกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่จะต่ออยู่บน Hub หรือ Switch ชุดเดียวกัน สามารถส่่งข้อมูลถึงกันได้โดยตรง โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย อย่างเช่น Router
จากรูปนะค่ะ นิยามของ LAN วงเดียวกันก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับ Hub หรือ Switch ตัวเดีัยวกัน ดังนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 5 เครื่องก็ถือว่าอยู่ในวงเดียวกัน

ผลของการอยู่ LAN เดียวกัน "ที่มาของตำว่า วงเเลน" มาจากการต่อระบบ LAN สมัยเเรกๆ ที่ใช้การเชื่อมต่อเเบบวงเเหวน (ring topology) ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องต่อเป็นวงจริงๆ คือ เครื่องที่ 1 ต่อไปยังเครื่องที่ 2 เครื่องที่ 2 ต่อไปยังเครื่องที่ 3 ไปจนเครื่องสุดท้ายก็จะย้อนกลับมาต่้อ ที่เครื่องเเรกอีกมีลักษณะเป็นวงจริงๆ ถ้าต่อไม่ครบวง LAN ระบบก็จะไม่ทำงาน

เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ในเเลนวงเดียวกัน จะต้องใช้ช่องสัญญาณร่วมกันค่ะ เหมือนว่าอยุ่บนถนนบนเส้นเดียวกันหรืออยู่ซอยเดียวกัน

ข้อดี
1. สามารถส่งข้อมูลถึงกันได้โดยตรง
2.ติดตั้งง่ายไม่ต้องใช้ Router
ข้อเสีย
1.เครื่องที่อยู่ในวงเเลนเดียวกันจะเห็นข้อมูลของกันเเละกัน เนื่องจากใช้ช่องสัญญาณรวมกัน
2.เครื่องทุกเครื่องต้องใช้ช่องสัญญาณร่วมกันถ้ามีเครื่องจำนวนมากจะทำให้ระบบทำงานช้าลง

อ่านกันเเล้ว ไม่เข้าใจ ก็ บอกได้นะค่ะ จะพยายามทำให้เพื่อนๆ เข้าใจให้มากที่สุดนะค่ะ admin ทั้งหลาย มีอะไรดีดี ก็บอกต่อๆ กันมั้งนะค่ะ

Saturday, 21 August 2010

IP Address

วันนี้วันเสาร์ ที่ 21 อากาศค่อนข้าง สบายๆ ไม่ร้อนไม่หนาว ฟ้าครึ้มๆ วันนี้ ขอนำเสนอเรื่อง IP Address
ค่ะ หวังว่าเพื่อนๆ คงได้รับ อะไรดีๆ กันไปบ้างนะค่ะ

IP Address คือหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด มีเครื่องหมายจุดขั้นระหว่างชุด

IP Addressที่ใช้กันอยู่นี้เป็น ตัวเลขไบนารีขนาด 32 บิตหรือ 4 ไบต์

11101001/ 11000110/ 00000010/ 01110100

เลขBinary หรือเลขฐานสองแต่ละไบต์ ( 8 บิต ) ให้เป็นตัวเลขฐานสิบโดยมีจุดคั่น

11101001 11000110 00000010 01110100
158 . 108 . 2 . 71


การสื่อสารและรับส่งข้อมูลในระบบ Internet สิ่งสำคัญคือที่อยู่ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความถูกต้องแม่นยำ จึง ได้มีการกำหนดหมายเลขประจำเครื่องที่เราเรียกว่า IP Address และเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและซ้ำกัน จึงได้มีการก่อตั้งองค์กรเพื่อ แจกจ่าย IP Address โดยเฉพาะ ชื่อองค์กรว่า InterNIC (International Network Information Center) อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
การแจกจ่ายทาง InterNIC จะแจกจ่ายเฉพาะ Network Address ให้แต่ละเครือข่าย ส่วนลูกข่ายของเครื่อง ทางเครือข่ายนั้นก็จะเป็น ผู้แจกจ่ายอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นพอสรุปได้ว่า IP Address จะประกอบด้วยตัวเลข 2 ส่วน คือ

1. Network Address
2. Computer Address


การแบ่งขนาดของเครือข่าย

เราสามารถแบ่งขนาดของการแจกจ่าย Network Address ได้ 3 ขนาดคือ
Class A nnn.ccc.ccc.ccc (nnn ชุดแรก ตัวเลขอยู่ระหว่าง 1-126)
เครือข่าย Class A สามารถแจกจ่าย IP Address ได้มากที่สุดถึง 16 ล้านหมายเลข
Class B nnn.nnn.ccc.ccc (nnn ชุดแรก ตัวเลขอยู่ระหว่าง 128-191)
เครือข่าย Class A สามารถแจกจ่าย IP Address ได้มากเป็นอันดับสอง คือ 65,000 หมายเลข
Class c nnn.nnn.nnn.ccc (nnn ชุดแรก ตัวเลขอยู่ระหว่าง 192-233)
เครือข่าย Class A สามารถแจกจ่าย IP Address ได้น้อยที่สุด คือ 256 หมายเลข
nnn หมายถึง Network Address ccc หมายถึง Computer Address


IP Addressแต่ละกลุ่มที่ได้รับการจัดสรร จะได้รับการควบคุมการกำหนดเส้นทางโดยอุปกรณ์จำพวก เราเตอร์ และสวิตชิ่ง
ทำนอง เดียวกัน หน่วยงานย่อยรับIP Addressไปเป็นกลุ่มก็สามารถนำIP Address ที่ได้รับไปจัดสรรแบ่งกลุ่มด้วยอุปกรณ์เราเตอร์หรือ สวิตชิ่งได้ การกำหนดIP Addressจะต้องอยู่ภายในกลุ่มของตนเท่านั้น มิฉะนั้น
อุปกรณ์เราเตอร์จะ ไม่ สามารถทำงานรับส่งข้อมูลได้

**เพิ่งรู้ตัวเองว่า ชอบทางด้าน network ยังไงก็จะหาความรู้ทางด้านนี้มาให้มากๆ นะค่ะ หากใึครมีอะไรก็มาเเชร์ กันได้ค่ะ**

Friday, 20 August 2010

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

อรุณสวัสดิืค่ะ ในเช่าวันศุกร์ หรรษา วันนี้ เอา ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาเเบ่งปันกัน ค่ะ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ คืออะไร ??
การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการโอนถ่ายข้อมูล เเละสื่อสารระหว่างกันได้
Internet ??
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่เป็นเเหล่งรวบรวมข้อมูลในด้านต่างๆ และมีการให้บริการในหลายรูปเเบบ เช่น email msn skpe การโอนถ่ายแฟ้มข้อมูล FTP การเล่น game online Ragnarok Pangya การเข้าชม website
คำศัพท์ระบบเครือข่ายที่ควรรู้ ?? วันนี้ได้รวบรวมเอาคำศัพท์ที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ล่ะกันนะค่ะ
address หมายถึง ที่อยู่บน internet หรือที่อยู่ บน email
ADSL Asymmetric DSL หมายถึง เทคโนโลยี DSL ที่สามารถ ส่งสัญญาณข้อมูล แบบ bandwidthไม่สมดุลย์ ผ่านคู่สายสัญญาณ เพียงคู่เดียวได้ โดยทั่วไป bandwidth ของ ช่องสัญญาณขาลง (downstream bandwidth) ซึ่งมีทิศทาง การส่งข้อมูล จากเครือข่ายไปสู่ผู้ใช้ จะมีขนาด กว้างกว่า bandwidth ของ ช่องสัญญาณขาขึ้น (upstream bandwidth) ซึ่งมีทิศทาง การส่งข้อมูล จากผู้ใช้ไปสู่เครือข่าย
Bandwidth แบนด์วิดท์ หมายถึง ความจุข้อมูล ของเส้นทาง เชื่อมต่อเครือข่าย ที่สามารถส่งผ่านไปได้ ซึ่งบอกถึง ความเร็วในการส่งข้อมูล ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงระบบ Ethernet นั้น สามารถส่งผ่านข้อมูลได้ เป็นจำนวน 10 ล้านบิตต่อวินาที ในขณะที่ การเชื่อมโยงระบบ Fast Ethernet นั้น สามารถส่งข้อมูลได้ เร็วกว่าถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที จึงมีแบนด์วิดท์มากกว่า เป็น 10 เท่า
Browser โปรแกรมสำหรับใช้เล่น internet เวิลด์ ไวด์ เว็บ (WWW) ได้แก่ Internet Explorer, Google chrome ,Firefox, Netscape, Opera
Client ไคลแอ็นท์ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องปลายทาง (terminal) ที่ต่ออยู่กับ เครือข่าย ที่สามารถใช้ "บริการ" ร่วมกันกับ เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นได้ บริการเหล่านี้ จะถูกจัดเก็บ และบริหาร โดยเครื่อง server
Dial up การติดต่อกับคอมพิวเตอร์ หรือระบบเครือข่าย ผ่านทางสายโทรศัพท์
DNS Domain Name Server การแปลงชื่อโฮตของเครือข่ายไปเป็น address บนระบบเครือข่าย TCP/IP หรือใน Internet
Domain กลุ่มของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่บนเครือข่าย
Download การส่งผ่านข้อมูล เช่น ไฟล์ภาพ, ไฟล์ภาพยนตร์, ไฟล์เสียงเพลง จากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น มายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา
FTP ย่อมาจาก File Transfer Protocol หรือโปรโตคอล ส่งผ่านไฟล์ เป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มโปรโตคอล อินเทอร์เนตหลัก (TCP/IP) ใช้สำหรับส่งไฟล์ จากเครื่องผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต มายังเครื่องคอมพิวเตอร์ ของคุณ
Gateway คอมพิวเตอร์ตัวกลางในการเคลื่อนย้ายข้อมูลจากเครือข่ายหนึ่ง ไปยังอีกเครือข่ายหนึ่ง
Backbone เป็นส่วนสำคัญ ของเครือข่าย ที่ทำหน้าที่เป็น เส้นทางหลัก ในการส่งข้อมูล ระหว่างเครือข่าย มากกว่า ที่จะใช้ส่งข้อมูล กันภายใน

**คำศัพท์ เกี่ยวกับเครือข่าย คอมพิวเตอร์ ยังมีอีกเยอะ เลย นะค่ะ จะรวบรวมมานำเสนออีกค่ะ**